{"page":1,"pre_page":20,"page_count":5,"total_count":83,"data":[{"RowNo":1,"ProjectID":900149,"ProjectNameTH":"การใช้โปรตีนจิ้งหรีดเป็นโปรตีนใหม่สำหรับสุนัขที่ต้องรับการทดสอบผื่นภูมิแพ้อันเนื่องจากอาหาร","ProjectNameEN":"Use of cricket protein as a novel protein for diagnostic of cutaneous adverse food reactions in dogs","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นางจารุวรรณ คำพา","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"มหาวิทยาลัยขอนแก่น","SubmitDepProvinceID":"40","SubmitDepProvinceTH":"ขอนแก่น","ProjectYearSubmit":2563,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"โปรตีนจิ้งหรีด,โปรตีนใหม่สำหรับสุนัข,สุนัข,ผื่นภูมิแพ้","ProjectKeywordEng":"Cricket protein diet,Cutaneous adverse food reaction,Dogs,Elimination dietary trial,Novel protein diet","ProjectObjective":"1. ทดสอบความสามารถในการใช้โปรตีนจิ้งหรีดเป็น Novel protein สำหรับสุนัขที่ต้องรับการวินิจฉัย Cutaneous Adverse Food Reactions   2. เพิ่มทางเลือกในการนำใช้โปรตีนจิ้งหรีดในอาหารสำหรับสุนัข เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งสำหรับสุนัขที่มีปัญหา CAFRs และสุนัขทั่วไป  3. เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ ให้แก่เกษตรกร ผู้เลี้ยงจิ้งหรีดที่ยังไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานฟาร์ม หรือในเกณฑ์การเลี้ยงที่ยังไม่สามารถส่งออกต่างประเทศได้ เพื่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่องและมีทุนในการพัฒนาฟาร์มต่อไปในอนาคต  4. ได้ข้อมูลพื้นฐานของ CAFRs ในสุนัขเลี้ยงในประเทศไทยเพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการและรักษา CAFRs","ProjectAbstract":"-","ProjectAbstractEN":"-","LocationResearch":null,"LocationBenefit":null,"LinkPublic":null},{"RowNo":2,"ProjectID":900158,"ProjectNameTH":"การใช้จิ้งหรีดป่นเป็นวัตถุดิบแหล่งโปรตีนทดแทนในอาหารต่อปริมาณน้ำนมองค์ประกอบเคมีในน้ำนมโคและการเกิดเต้านมอักเสบ","ProjectNameEN":"Utilization cricket meal as protein source replacement in diet on milk production, milk chemical compositions and mastitis","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"ผศ.ดร. สุวิทย์ ทิพอุเทน","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร","SubmitDepProvinceID":"47","SubmitDepProvinceTH":"สกลนคร","ProjectYearSubmit":2563,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"จิ้งหรีด,แหล่งโปรตีน,โคนม,คุณภาพน้ำนม,เต้านมอักเสบ,กรดไขมันซีแอลเอ,การป้องกันการย่อยในรูเมน,การประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์","ProjectKeywordEng":"cricket,protein sources,diary cow,milk quality,mastitis,conjugated linoleic acid,CLA,protected rumen degradable,Life Cycle Assessment","ProjectObjective":"1) เพื่อศึกษาสายพันธุ์และระดับที่หมาะสมในการใช้จิ้งหรีดเป็นวัตถุดิบแหล่งโปรตีนทดแทนในอาหารโคนมต่อปริมาณอาหารที่กินได้ การย่อยได้ ปริมาณผลผลิตน้ำนม และค่าองค์ประกอบทางเคมีในน้ำนมโค และแนวทางการป้องกันการย่อยสลายของอาหาร (โปรตีนและกรดไขมันของจิ้งหรีด) ในกระเพาะรูเมน  2) เพื่อศึกษาผลของการใช้จิ้งหรีดเป็นวัตถุดิบแหล่งโปรตีนทดแทนในอาหารต่อค่าโลหิตวิทยา ระบบภูมิคุ้มกัน และสภาวะการณ์เต้านมอักเสบในแม่โครีดนม  3) เพื่อศึกษาผลของการใช้จิ้งหรีดเป็นวัตถุดิบแหล่งโปรตีนทดแทนในอาหารต่อรูปแบบกระบวนการหมักในกระเพาะรูเมน การผลิตแก๊สมีเทน ไนโตรเจนที่ขับออกทางมูลของโคนม และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม  4) เพื่อศึกษาผลของการใช้จิ้งหรีดเป็นวัตถุดิบแหล่งโปรตีนทดแทนในอาหารต่อต้นทุนการผลิตของแม่โครีดน้ำนม","ProjectAbstract":"-","ProjectAbstractEN":"-","LocationResearch":null,"LocationBenefit":null,"LinkPublic":null},{"RowNo":3,"ProjectID":900159,"ProjectNameTH":"การเพิ่มศักยภาพการผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจด้วยการใช้จิ้งหรีดที่มีสารเสริมเชิงหน้าที่","ProjectNameEN":"Enhancement of Economical Aquatic Animal Productivity by Functional Substance Field Cricket Meal (Gryllus bimaculatus)","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"ดร. วรวิทย์ มณีพิทักษ์สันติ","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"มหาวิทยาลัยเชียงใหม่","SubmitDepProvinceID":"50","SubmitDepProvinceTH":"เชียงใหม่","ProjectYearSubmit":2563,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"จิ้งหรีดทองดำ,การแทนที่,สัตว์น้ำเศรษฐกิจ","ProjectKeywordEng":"-","ProjectObjective":"1. เพื่อหาชนิดและสัดส่วนของวัสดุเศษเหลือทางการเกษตร ในการเลี้ยงจิ้งหรีดที่มีคุณค่าทางโภชนะที่เหมาะสมสำหรับเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์น้ำ  2. เพื่อหาปริมาณการแทนที่ปลาป่นด้วยจิ้งหรีดป่นที่เหมาะสมต่ออัตราการเจริญเติบโต ภูมิคุ้มกัน และสีตัวปลา","ProjectAbstract":"-","ProjectAbstractEN":"-","LocationResearch":null,"LocationBenefit":null,"LinkPublic":null},{"RowNo":4,"ProjectID":900179,"ProjectNameTH":"การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดจากใบตองและกาบกล้วย ทดแทนการใช้แผงไข่กระดาษ เพื่อการเข้าสู่การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี GAP","ProjectNameEN":"Development of crickets cultured material from banana leaf and banana cladding to replace the use of paper egg tray in order to meet the Good Agricultural Practice : GAP","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"ดร. ภูชิสส์ ตันวาณิชกุล","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน","SubmitDepProvinceID":"30","SubmitDepProvinceTH":"นครราชสีมา","ProjectYearSubmit":2563,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"วัสดุเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด,เครื่องอัดขึ้นรูปวัสดุธรรมชาติ","ProjectKeywordEng":"-","ProjectObjective":"\tศึกษาสมบัติกายภายของแผงเพาะเลี้ยงแมลงจะแผงไข่ ศึกษาการต้านทานแรงดึง \tออกแบบและพัฒนาเครื่องขึ้นรูปแผงไข่เพาะเลี้ยงจากวัสดุธรรมชาติ \tพัฒนากระบวนการขึ้นรูปและทดสอบสมบัติทางกายภาพ ทดสอบการใช้งานทดแทนแผงเพาะเลี้ยงที่โรงเรือนวิสาหกิจชุมชน \tศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ฅนค้นแมลง","ProjectAbstract":"-","ProjectAbstractEN":"-","LocationResearch":"ขอนแก่น","LocationBenefit":null,"LinkPublic":null},{"RowNo":5,"ProjectID":910237,"ProjectNameTH":"สารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยได้ของจิ้งหรีดจากวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดสกลนคร","ProjectNameEN":"Volatile organic compounds of cricket from community enterprises in Sakon Nakhon province","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":" นางสาว กนกอร นักบุญ","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน","SubmitDepProvinceID":"30","SubmitDepProvinceTH":"นครราชสีมา","ProjectYearSubmit":2562,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"วิทยาศาสตร์ทางด้านการเกษตรอื่น ๆ","ProjectKeyword":"จิ้งหรีด เลี้ยง สารประกอบอินทรีย์","ProjectKeywordEng":"criket reared volatil organic compounds","ProjectObjective":"1. เพื่อศึกษาหาปริมาณประกอบสารอินทรีย์ที่ระเหยได้ จากจิ้งหรีดที่เลี้ยงโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดสกลนครจำนวน 5 แห่ง2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยได้ และองค์ประกอบของอาหารปนเปื้นจุลินทรีย์ของจิ้งหรีด3. เพื่อเพิ่มศักญภาพงานวิจัยด้วยการพัฒนากระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ที่ทรงประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมวิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (SMS) สู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน","ProjectAbstract":"-","ProjectAbstractEN":"-","LocationResearch":"สกลนคร","LocationBenefit":null,"LinkPublic":"https://tnrr.nriis.go.th/#/research/1009690"},{"RowNo":6,"ProjectID":971010,"ProjectNameTH":"ความหลากหลายทางชีวภาพของจิ้งหรีดเพื่อการผลิตทางการค้า","ProjectNameEN":"Biodiversity of cricket (Gryllidae) for commercial cricket production","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นางสาวชามา อินซอน","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2563,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"ความหลากหลายทางชีวภาพ,จิ้งหรีด,การผลิตจิ้งหรีดเพื่อการค้า","ProjectKeywordEng":"biodiversity,cricket,commercial cricket production","ProjectObjective":"1.เพื่อสำรวจชนิด และศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของจิ้งหรีดจากฟาร์ม และพื้นที่จากธรรมชาติ ในประเทศไทย    2. เพื่อศึกษาลักษณะทางฟีโนไทป์ของจิ้งหรีดที่มีศักยภาพการผลิตเพื่อการค้า  3. เพื่อศึกษาความหลากหลายทางจีโนไทป์ของจิ้งหรีดที่มีศักยภาพการผลิตเพื่อการค้าด้วยวิธีไมโครแซทเทลไลท์","ProjectAbstract":"-","ProjectAbstractEN":"-","LocationResearch":"ขอนแก่น, ชัยนาท, นครพนม, นนทบุรี, บุรีรัมย์, ปทุมธานี, ลพบุรี, สระแก้ว, สิงห์บุรี, สุพรรณบุรี, อุดรธานี","LocationBenefit":null,"LinkPublic":null},{"RowNo":7,"ProjectID":971012,"ProjectNameTH":"การพัฒนาวัสดุหลบซ่อนจิ้งหรีดจากเส้นใยธรรมชาติที่มีศักยภาพของประเทศไทย สู่การยกระดับจิ้งหรีดคุณภาพ","ProjectNameEN":"-","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"รองศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี หอมเขียว","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย","SubmitDepProvinceID":"90","SubmitDepProvinceTH":"สงขลา","ProjectYearSubmit":2563,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"-","ProjectKeywordEng":"-","ProjectObjective":"1. เพื่อศึกษาผลกระทบวัสดุหลบซ่อนจิ้งหรีดจากเส้นใยธรรมชาติชนิดต่างๆ ที่มีต่อประสิทธิภาพการเลี้ยงจิ้งหรีดคุณภาพ  2. เพื่อศึกษาหาสภาวะการขึ้นรูปและรูปแบบวัสดุหลบซ่อนที่เหมาะสม สำหรับใช้ผลิตวัสดุหลบซ่อนจิ้งหรีดคุณภาพ  3. เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัสดุหลบซ่อนจิ้งหรีดปลอดสารพิษจากเส้นใยธรรมชาติ ทดแทนการใช้แผงไข่จากเยื่อกระดาษรีไซเคิลที่ใช้เพาะเลี้ยงจิ้งหรีดในปัจจุบัน","ProjectAbstract":"-","ProjectAbstractEN":"-","LocationResearch":"นครศรีธรรมราช","LocationBenefit":null,"LinkPublic":"https://tnrr.nriis.go.th/#/research/1036956"},{"RowNo":8,"ProjectID":971013,"ProjectNameTH":"การพัฒนาแพลทฟอร์ม IoT และกระบวนการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ผู้เพาะเลี้ยงจิ้งหรีดแมลงเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ BCG ในประเทศไทย","ProjectNameEN":"-","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มณีรัตน์  วงษ์ซิ้ม","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"มหาวิทยาลัยมหาสารคาม","SubmitDepProvinceID":"44","SubmitDepProvinceTH":"มหาสารคาม","ProjectYearSubmit":2563,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"ฐานข้อมูล,อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง,แมลงเศรษฐกิจ,จิ้งหรีด","ProjectKeywordEng":"data platform,Internet of things (IoT),cricket,economic insects","ProjectObjective":"-","ProjectAbstract":"-","ProjectAbstractEN":"-","LocationResearch":null,"LocationBenefit":null,"LinkPublic":null},{"RowNo":9,"ProjectID":971014,"ProjectNameTH":"การพัฒนาอาหารเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการโดยมีต้นทุนต่ำ","ProjectNameEN":"-","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นางสาวเดือนเพ็ญ วงค์สอน","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน","SubmitDepProvinceID":"30","SubmitDepProvinceTH":"นครราชสีมา","ProjectYearSubmit":2563,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"จิ้งหรีด,อาหารเพาะจิ้งหรีด,ต้นทุน,ผลผลิต,คุณค่าทางโภชนาการ","ProjectKeywordEng":"Cricket,feed,Cost,Product","ProjectObjective":"-","ProjectAbstract":"-","ProjectAbstractEN":"-","LocationResearch":"นครราชสีมา","LocationBenefit":null,"LinkPublic":null},{"RowNo":10,"ProjectID":971015,"ProjectNameTH":"นวัตกรรมการแปรรูปจิ้งหรีดผงและจิ้งหรีดสเตอริไลซ์และการถ่ายทอดเทคโนโลยี","ProjectNameEN":"-","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"ผศ.ดร. พีรยา โชติถนอม","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"มหาวิทยาลัยมหาสารคาม","SubmitDepProvinceID":"44","SubmitDepProvinceTH":"มหาสารคาม","ProjectYearSubmit":2563,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"จิ้งหรีด,ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม,นวัตกรรมการแปรรูปอาหาร,อายุการเก็บ,คุณค่าทางโภชนาการ,การยอมรับของผู้บริโภค,การถ่ายทอดเทคโนโลยี","ProjectKeywordEng":"Cricket,Value-added product,Innovative food processing,Shelf-life,Nutritive value,Consumer acceptance,Technology transfer","ProjectObjective":"-","ProjectAbstract":"-","ProjectAbstractEN":"-","LocationResearch":"มหาสารคาม","LocationBenefit":null,"LinkPublic":null},{"RowNo":11,"ProjectID":103017,"ProjectNameTH":"การพัฒนากระบวนการผลิตผงโปรตีนจิ้งหรีดด้วยเทคโนโลยีการทำแห้งแบบโฟมแมทและการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์เจลลี่โปรตีนสูงสำหรับนักกีฬาและผู้สูงอายุ","ProjectNameEN":"Production Development of Cricket Protein Powder by Foam-Mat Drying technology and It&rsquo;s Application to Peduce High Protein Jelly for Athlete and the Elderly.","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นางวรรณภา สระพินครบุรี","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepProvinceID":"50","SubmitDepProvinceTH":"เชียงใหม่","ProjectYearSubmit":2564,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"จิ้งหรีด,จิ้งหรีดสะดิ้ง,การทำแห้งแบบโฟมแมท,ผงโปรตีนจิ้งหรีด,เจลลี่เหลว,เจลลี่อ่อน","ProjectKeywordEng":"cricket,house cricket,foam-mat drying,cricket protein powder,drinking jelly","ProjectObjective":"1. พัฒนากระบวนการผลิตผงโปรตีนจิ้งหรีดด้วยเทคโนโลยีการทำแห้งแบบโฟมแมท (Foam-mat drying) ที่ช่วยยกระดับคุณภาพและความปลอดภัย รวมถึงลดต้นทุนการผลิตของผลิตภัณฑ์ผงโปรตีนจิ้งหรีด อย่างน้อย 1 กระบวนการ/สภาวะ2. พัฒนาสูตร กระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์เจลลี่โปรตีนจิ้งหรีดเสริมเม็ดบีดส์ใยอาหารและเจลลี่โปรตีนจิ้งหรีด จำนวน 2 สูตร/กระบวนการผลิต/ผลิตภัณฑ์3. ออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ผงโปรตีนจิ้งหรีด เจลลี่โปรตีนจิ้งหรีดเสริมเม็ดบีดส์ใยอาหาร และเจลลี่โปรตีนจิ้งหรีด จำนวน 3 ผลิตภัณฑ์ พร้อม mock up อย่างน้อย 5 ชิ้น ในแต่ละผลิตภัณฑ์4. ศึกษาความเป็นไปได้ทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลทางการตลาดเบื้องต้น เช่น สถานการณ์ทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ สถานการณ์ตลาด/คู่แข่งขัน/ช่องทางตลาด ความเป็นไปได้เบื้องต้น และข้อมูลความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของผลิตภัณฑ์","ProjectAbstract":"การผลิตผงจิ้งหรีดสะดิ้งด้วยกระบวนการอบแห้งแบบสุญญากาศ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ อีกทั้งผงจิ้งหรีดที่ผลิตได้เมื่อนำมาใช้ผสมในผลิตภัณฑ์อาหารชนิด\nต่าง ๆ ยังทำให้อาหารเหล่านั้นมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย  งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตผงโปรตีนจิ้งหรีดด้วยเทคโนโลยีการทำแห้งแบบโฟมแมท  พัฒนาสูตร กระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์เจลลี่โปรตีนจิ้งหรีดเสริมเม็ดบีดส์ใยอาหารและเจลลี่โปรตีนจิ้งหรีด รวมถึงออกแบบบรรจุภัณฑ์ และศึกษาความเป็นไปได้ทางการตลาด  ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการผลิตผงโปรตีนจิ้งหรีดด้วยเทคโนโลยีการทำแห้งแบบโฟมแมทที่เหมาะสม คือ การใช้สารละลายน้ำจิ้งหรีดที่เติมไฮดรอกซี โพรพิลเมทิลเซลลูโลสร้อยละ 5 ร่วมกับมอลโทเดกซ์ทรินร้อยละ 2.5 โดยน้ำหนัก  นำไปตีด้วยเครื่องตีผสมใช้เวลาในการขึ้นโฟม 5.30 นาที ใช้ความหนาของโฟม 2 ซม. อบแห้งที่อุณหภูมิ 70?C นาน 151.30 นาที และนำไปบดให้มีขนาดอนุภาค 100 เมช  จะได้ร้อยละผลผลิตเท่ากับ 7.13% โดยมีต้นทุนการอบแห้งเท่ากับ 0.09 บาท/กรัม  สามารถลดต้นทุนการอบแห้งลงได้ถึง 100 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการผลิตแบบดั้งเดิมที่ใช้ระบบการอบแห้งแบบสุญญากาศ  \nสูตรต้นแบบเจลลี่โปรตีนจิ้งหรีดเสริมเม็ดบีดส์ใยอาหารที่เหมาะสม คือ น้ำกล้วยผสมผงจิ้งหรีดร้อยละ 2 ที่ปรับปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมดเท่ากับ 12?Brix ด้วยน้ำตาลทราย และปรับค่าพีเอชเท่ากับ 3.5 ด้วย\nกรดซิตริก เติมสารก่อเจลผสมที่ประกอบด้วยคาราจีแนน กลูโคแมนแนน และโลคัสบีนกัมร้อยละ 0.20  0.10 และ 0.10 ตามลำดับ และเม็ดบีดส์น้ำเสาวรส (มีโพลีเด็กส์โตรสความเข้มข้นร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก) ร้อยละ 10 โดยการให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 98?C นาน 15 นาที บรรจุร้อน และทำการลดอุณหภูมิในน้ำที่อุณหภูมิ 28?2?C (อุณหภูมิห้อง) นาน 30 นาที  ในขณะที่สูตรต้นแบบเจลลี่โปรตีนจิ้งหรีดสำหรับผู้สูงอายุ คือ \nน้ำมะเขือเทศผสมผงจิ้งหรีดร้อยละ 2 ที่ปรับปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมด เท่ากับ 12?Brix และปรับค่าพีเอชเท่ากับ 3.48 เติมสารก่อเจลผสมที่ประกอบด้วยคาราจีแนน กลูโคแมนแนน และโลคัสบีนกัมร้อยละ 0.50  0.20 และ 0.20 ตามลำดับ  ฆ่าเชื้อด้วยเครื่อง Water spray retort ที่อุณหภูมิ 102?C นาน 3 นาที  บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ผงโปรตีนจิ้งหรีด เจลลี่โปรตีนจิ้งหรีดเสริมเม็ดบีดส์ใยอาหาร และเจลลี่โปรตีนจิ้งหรีดสำหรับผู้สูงอายุ  ออกแบบตามแนวคิดผลิตภัณฑ์ที่เน้นการใช้สีที่เป็นเอกลักษณ์ของวัตถุดิบหลัก คือ จิ้งหรีดสะดิ้ง  ผลิตภัณฑ์มีความเป็นไปได้ทางด้านการตลาดและโอกาสทางการตลาดอย่างชัดเจน  การทำการตลาดที่เหมาะสมของผู้ประกอบการ สามารถใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ และการส่งเสริมการขายโดยการไปออก\nบูธตามสถานที่จัดงานต่าง ๆ สร้างความตระหนักรู้ในผลิตภัณฑ์ และความพึงพอใจแก่ผู้บริโภค  การจัดจำหน่ายจะวางตลาดเป็นกึ่งพรีเมี่ยม โดยราคาถูกกำหนดให้มีความเหมาะสมกับปริมาณและคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ สนับสนุนตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ และคำนึงถึงคู่แข่งขันที่ผลิตสินค้าใกล้เคียงกันที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน\n","ProjectAbstractEN":"Production of house cricket powder by vacuum drying process resulting in high production costs consequently the product was unable to compete in the market.  Moreover, using of cricket powder in various food products were also increases the production cost of those foods.  The objectives of this research were 1) to develop the production process of cricket protein powder with foam mat drying technology 2) to formulate and develop the production process of cricket protein jelly fortified with fiber beads and cricket protein jelly and including 3) to design the packaging and to studies the marketing feasibility of products.  The results found that the optimum process of foam mat drying to produce cricket protein powder was perform by using cricket solution with 5% Hydroxypropyl methylcellulose (w/w) (HPMC) and 2.5% maltodextrin (MD) (w/w), formation at 5.30 min by mixer, 2 cm of foam thickness, drying at 70?C for 151.30 min and finally grinding into a powder containing 100 mesh of particles.  The yield of ricket protein powder was 7.13% with a drying cost of 0.09 baht/g.  The drying cost can be reduced by 100 times when compared to traditional production using a vacuum drying system.  The optimum prototype formula of cricket protein jelly fortified with fiber beads was 2% banana juice mixed with 2% cricket powder.  Total soluble solid (TSS) and pH value were adjusted as 12?Brix and 3.50 by granulated sugar and citric acid, respectively.  In addition, Mixed gelling agents containing carrageenan, glucomannan and locust bean gum of 0.20%, 0.10% and 0.10% respectively, and 10% passion fruit beads contained 5% polydextrose were added.  The production process was performed by heating at 98?C for 15 min, hot filling and cooling with using water at 28?2?C (room temperature) for 30 min.  Whereas, the optimum prototype formula of cricket protein jelly for the elderly was tomato juice mixed with 2% cricket powder.  TSS and pH value were adjusted as 12?Brix and 3.48 respectively, as well as mixed gelling agents containing carrageenan, glucomannan and locust bean gum of 0.50%, 0.20% and 0.20% respectively, were added.  The production process was performed by water spray retort sterilized condition at 102?C for 3 min.  All packaging of cricket protein powder, cricket protein jelly fortified with fiber beads and cricket protein jelly for the elderly were designed according to the product concept that emphasizes the unique use of colors of house cricket that use as main raw material.  All of products had a marketing feasibility and market opportunities, entrepreneurs proper marketing can use social media channels and sales promotion by booth at various venues to create product awareness and satisfaction of consumers.  Distribution will be marketed as semi-premium, the price was determined to be suitable for the quantity and benefits of the product, product placement support and competitors who produce similar products that are currently in the market.","LocationResearch":"สุโขทัย","LocationBenefit":null,"LinkPublic":"https://tnrr.nriis.go.th/#/research/1035190"},{"RowNo":12,"ProjectID":103020,"ProjectNameTH":"การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวจิ้งหรีดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์พื้นฐานจากจิ้งหรีด","ProjectNameEN":"Cricket Postharvest Management and Development of Cricket-Based Products","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นางอนุชิตา มุ่งงาม","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepProvinceID":"44","SubmitDepProvinceTH":"มหาสารคาม","ProjectYearSubmit":2564,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"-","ProjectKeywordEng":"-","ProjectObjective":"1 เพื่อหาวิธีการและสภาวะที่เหมาะสมในการปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยวและก่อนการแปรรูป (pre-treatment) เป็นผลิตภัณฑ์พื้นฐาน (cricket-based products)2 เพื่อเปรียบเทียบและหาสภาวะที่เหมาะสมในการอบแห้งจิ้งหรีดด้วยวิธีการต่าง ๆ3 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์พื้นฐานอย่างน้อย 4 ผลิตภัณฑ์4 ศึกษาอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ (Shelf life of cricket-based food products)5 เพื่อพัฒนากระบวนการสกัดน้ำมันจิ้งหรีดและสร้างเครื่องสำหรับบีบอัดน้ำมัน","ProjectAbstract":"บทคัดย่อ\n\nจิ้งหรีดเป็นแมลงที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อย่างไรก็ตามการศึกษาเกี่ยวกับจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์พื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลของการลวกหลังการเก็บเกี่ยวต่อคุณภาพของผงจิ้งหรีด (2) เปรียบเทียบวิธีการอบแห้ง (3) พัฒนาผลิตภัณฑ์พื้นฐานจากจิ้งหรีด (4) เพื่อศึกษาอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ และ (5) พัฒนากระบวนการสกัดน้ำมัน การศึกษาครั้งนี้ใช้จิ้งหรีด 2 ชนิด ได้แก่ จิ้งหรีดทองดำ (Gryllus bimaculatus)  และสะดิ้ง (Acheta domestica) นำจิ้งหรีดทั้ง 2 ชนิดมาศึกษาผลของอุณหภูมิและเวลาในการลวก จากนั้นเปรียบเทียบวิธีการการอบแห้ง 4 วิธี ได้แก่วิธีการอบแห้งแบบถาด (80?C เวลา 14 ชั่วโมง ) เตาอบ (140?C เวลา 8 ชั่วโมง) พลังงานแสงอาทิตย์ (60?C เวลา 48 ชั่วโมง) และแบบแช่เยือกแข็งแห้ง (-20?C เวลา 72 ชั่วโมง) เพื่อให้มีความชื้นต่ำกว่าร้อยละ 10 พบว่าการลวกจิ้งหรีดที่อุณหภูมิ 80 ถึง 90?C นาน 10 นาที เป็นสภาวะที่เหมาะที่สุดสำหรับลวกจิ้งหรีดทั้ง 2 ชนิด สามารถลดจำนวนจุลินทรีย์ให้อยู่ในระดับมาตรฐานและตรวจไม่พบแบคทีเรียโคลิฟอร์ม รวมถึงการลวกด้วยสถาวะนี้ไม่ส่งผลต่อปริมาณองค์ประกอบทางเคมีและมีฮีสตามีนต่ำกว่า 4 ไมโครกรัม/กรัม\nการศึกษาผลของวิธีการอบแห้งต่อคุณภาพผงจิ้งหรีด พบว่าผงจิ้งหรีดที่ได้จากวิธีการอบแห้งแบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบบแช่เยือกแข็งแห้งมีคุณภาพใกล้เคียงกัน จิ้งหรีดอบแห้งที่ได้นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พื้นฐานได้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ (1) ผลิตภัณฑ์ผงจิ้งหรีดไขมันเต็ม (2) น้ำมันจิ้งหรีด โดยเปรียบเทียบวิธีการสกัด 2 วิธี ได้แก่การสกัดด้วยเครื่องบีบอัดและการสกัดด้วยเฮกเซน (3) ผลิตภัณฑ์ผงจิ้งหรีดสกัดน้ำมัน (4) โปรตีนจิ้งหรีดเข้มข้น และ (5) ผงไคตินจากจิ้งหรีด พบว่าผลิตภัณฑ์ผงจิ้งหรีดไขมันเต็มเป็นแหล่งของโปรตีนที่ดี โดยมีโปรตีนร้อยละ 69-70 ในผงสะดิ้งและร้อยละ 59-60 ในผงจิ้งหรีดทองดำ ผงจิ้งหรีดมีกรดอะมิโนจำเป็นครบทุกชนิด มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวและมีวิตามินบีสูง รวมทั้งมีสารประกอบฟีนอลิกและมีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ จิ้งหรีดมีจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและตรวจไม่พบโคลิฟอร์ม ผงจิ้งหรีดไขมันเต็มสามารถเก็บรักษาในสภาพสุญญากาศในสภาวะเร่งที่อุณหภูมิ 60?C ได้นานกว่า 2 เดือน การศึกษาการสกัดน้ำมันจิ้งหรีดและคุณภาพน้ำมันพบว่าปริมาณผลผลิตของน้ำมันที่ได้จากการสกัดด้วยเครื่องสูงกว่าการสกัดด้วยเฮกเซน น้ำมันจิ้งหรีดที่ได้มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงโดยพบกรดลิโนเลอิกในปริมาณสูงสุด ส่วนผลิตภัณฑ์ผงจิ้งหรีดสกัดน้ำมันซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่พลอยได้จากการสกัดน้ำมันพบว่ามีปริมาณโปรตีนสูงขึ้น โดยมีโปรตีนเท่ากับร้อยละ 76.24 ในผงจิ้งหรีดทองดำสกัดน้ำมันและร้อยละ 75.69 ในผงสะดิ้งสกัดน้ำมัน ส่วนผงโปรตีนจิ้งหรีดเข้มข้นมี่ผลิตได้มีปริมาณโปรตีนเท่ากับร้อยละ 80 และผงไคตินมีปริมาณผลผลิตเท่ากับร้อยละ 8 ของจิ้งหรีดทั้งหมด ผลการศึกษาที่ได้รับในครั้งนี้ สามารถใช้เป็นข้อมูลนำไปสู่การจัดการจิ้งหรีดหลังการเก็บเกี่ยวและผลิตผลิตภัณฑ์พื้นฐานจากจิ้งหรีดที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานต่อไป \nคำสำคัญ: การทำแห้ง ผงจิ้งหรีด ฟลาวร์จิ้งหรีด น้ำมันจิ้งหรีด โปรตีนเข้มข้น ไคตินจิ้งหรีด เครื่องสกัดน้ำมัน \n","ProjectAbstractEN":"Abstract\nCrickets are high-nutritional insects. However, postharvest management and processing of cricket-based products are crucial. The objectives of this research were: (1) to study the effect of blanching on the quality of crickets, (2) to compare drying methods, (3) to develop cricket-based products, (4) to study product shelf life, and (5) to develop cricket oil extraction process. Two types of crickets were used, namely the field cricket (Gryllus bimaculatus) and the house cricket (Acheta domestica). The effect of temperature and blanching time were investigated. Four drying methods were compared including tray drying (80?C, 14h), oven drying (140?C, 8h), solar drying (60?C, 48h), and freeze-drying (-20?Cม 72h) in order to obtain moisture content lower than 10%. Blanching crickets at 80 and 90?C for 10 min was the most suitable condition for blanching both types of crickets. This could reduce the microbial count within standard levels and no coliform bacteria detection, and contained low histamine content (4 ?g/g). This condition did not affect the chemical compositions. \nThe study on the effect of drying methods on the quality of cricket flour showed that the cricket flour obtained from the solar drying method and the freeze-dried drying had a similar quality. Dried crickets were processed into 5 cricket-based products, including (1) full-fat cricket powder (2) cricket oil using two extraction methods including machine and hexane extraction (3) defatted cricket flour (4) cricket protein concentrate, and (5) chitin powder. Full-fat cricket powder was found to be a good source of protein. The protein was up to 69-70% in house cricket and 59-60% in field cricket powder. Cricket powder was a good source of essential amino acids, unsaturated fatty acids, vitamin B, phenolic compounds, and antioxidant activity. The resulting cricket powder had a lower microbial count than the standard level and no coliforms were detected. The histamine content was less than 4 ?g/g. The full-fat cricket powder could be stored in a vacuum under an accelerated condition for more than 2 months.\nThe study of cricket oil extraction and oil quality revealed that the yield of oil obtained from hexane extraction was higher than by machine extraction. The cricket oil contained high unsaturated fatty acids, with the highest amount of linoleic acid. The defatted cricket flour, a by-product of the oil extraction, was found to have high protein content, 76.24% in house cricket and 75.69% in infield cricket. The protein concentrate powder contained 80% protein. The yield of chitin powder was 8% of the total cricket weight. The results obtained can be used as useful data to manage post-harvest cricket and to produce good quality with safe, and standardized cricket-based products of standard quality. \nKeywords: Drying method, cricket powder, cricket flour, cricket oil, cricket protein concentrate, cricket chitin, oil extraction machine\n","LocationResearch":"กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, มหาสารคาม","LocationBenefit":"กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, มหาสารคาม","LinkPublic":"https://tnrr.nriis.go.th/#/research/1032942"},{"RowNo":13,"ProjectID":103022,"ProjectNameTH":"ความชุกทางชีวโมเลกุลและปัจจัยเสี่ยงของโรคติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในฟาร์มจิ้งหรีด จังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย","ProjectNameEN":"Molecular prevalence and risk factors associated with viral and bacterial diseases in cricket farms, Khonkaen province, Thailand","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นางสาวพัชรา เผือกเทศ","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepProvinceID":"40","SubmitDepProvinceTH":"ขอนแก่น","ProjectYearSubmit":2564,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"ความชุก,ชีวโมเลกุล,ปัจจัยเสี่ยง,โรคจิ้งหรีด","ProjectKeywordEng":"Prevalence,Molecular,risk factor,cricket diseases","ProjectObjective":"1. เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยเสี่ยงของโรคติดเชื้อในจิ้งหรีดที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย ในฟาร์มจิ้งหรีด ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น 2. เพื่อศึกษาสายพันธุ์ ความหลากหลายทางพันธุกรรม ยีนดื้อยาต้านจุลชีพและความไวต่อยาต้านจุลชีพของเชื้อ 3. เพื่อศึกษาความไวและความทนทานของเชื้อที่แยกได้ต่อการทำลายด้วยวิธีทางกายภาพและสารเคมี","ProjectAbstract":"ปัญหาโรคติดเชื้อทําให้จิ้งหรีดป่วยตายนับเป็นปัญหาสําคัญอย่างยิ่งที่ก่อให้เกิดความสูญเสีย            ในการเลี้ยงจิ้งหรีดในหลายฟาร์มแพร่กระจายไปทั่วประเทศ ทำให้ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตจิ้งหรีดต่ำลง โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยเสี่ยงของโรคติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในจิ้งหรีด ความหลากหลายทางพันธุกรรม ยีนก่อความรุนแรง ยีนดื้อยา ความไวต่อยาต้านจุลชีพ และความไวและความทนทานของเชื้อต่อการทำลายด้วยวิธีทางกายภาพและสารเคมี โดยทำการเก็บตัวอย่างจิ้งหรีด วัสดุหลบซ่อน และไข่จิ้งหรีด จาก 37 ฟาร์ม มาตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR เพาะแยกเชื้อ จุลพยาธิวิทยา และส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน วิเคราะห์สารพันธุกรรมไวรัสด้วยวิธี next generation sequencing และยีนก่อความรุนแรงและยีนดื้อยาต้านจุลชีพของเชื้อซัลโมเนลลาด้วยวิธี PCR  ตรวจหาความไวต่อยาต้านจุลชีพของเชื้อแบคทีเรียด้วยเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติ ทดสอบประสิทธิภาพของอุณหภูมิและน้ำยาฆ่าเชื้อในการทำลายเชื้อ และศึกษาปัจจัยเสี่ยงโดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรด้วยแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้น  ผลการศึกษา พบความชุกของเชื้ออิริโดไวรัส (CrIV) ไวรัสอัมพาตจิ้งหรีด (CrPV) และเชื้อ Acheta domesticus volvovirus (AdVVV)  ในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 100, 91.9 และ 97.3 ของจำนวนฟาร์มที่ศึกษาตามลำดับ โดยพบเชื้อทั้งในตัวอย่างจิ้งหรีดปกติหรือไม่แสดงอาการผิดปกติชัดเจน และจิ้งหรีดที่ป่วยหรือตาย ไข่จิ้งหรีด และวัสดุหลบซ่อน ไม่พบเชื้อ Acheta domesticus densovirus และ Gryllus bimaculatus nudivirus  พบเชื้อแบคทีเรีย ร้อยละ 100 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีรายงานพบในจิ้งหรีดมาก่อน ยกเว้นเชื้อ Salmonella spp.    \nที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคอาหารเป็นพิษในคน โดยพบซีโรวาร์ รวมทั้งยีนก่อความรุนแรง เช่นเดียวกับเชื้อ    \nที่แยกได้จากคนและสัตว์อื่น  ไม่พบยีนควบคุมการดื้อยา colistin และ carbapenems เชื้อแบคทีเรียที่พบส่วนใหญ่มีความไวต่อยาปฏิชีวนะที่ทดสอบ โดยพบดื้อต่อยา amoxicillin-clavulanic acid และยากลุ่ม aminoglycosides ร้อยละ 20 และ 14.81 ตามลำดับ ผลการศึกษาจีโนมของเชื้อไวรัส CrIV, CrPV และ AdVVV พบว่าเชื้อมีความหลากหลายทางพันธุกรรมและแตกต่างจากจีโนมของเชื้อที่พบในต่างประเทศ พบว่าเชื้อ CrIV สามารถถูกทำลายได้ด้วยความร้อนที่ 60 องศาเซลเซียสและน้ำยาฆ่าเชื้อที่เป็นสารประกอบกลุ่ม peroxymonosulfate ส่วนเชื้อ Salmonella spp. สามารถถูกทำลายได้ด้วยความร้อนที่ 60 องศาเซลเซียส และสาร peroxymonosulfate และ quaternary ammonium ส่วนการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงยังไม่ชัดเจน เนื่องจากทุกฟาร์มมีการติดเชื้อ ข้อมูลและองค์ความรู้ที่ได้ช่วยให้สามารถวางมาตรการเฝ้าระวัง ควบคุมและป้องกันเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาเพิ่มเติม ด้านระบาดวิทยาและปัจจัยเสี่ยงในระยะยาว การพัฒนาชุดทดสอบที่สามารถตรวจหาเชื้อได้หลายชนิดในปฏิกิริยาเดียว ตรวจได้ที่ฟาร์มและได้ผลที่รวดเร็ว ด้านความหลากหลายทางพันธุกรรม และการทำลายเชื้อด้วยวิธีทางกายภาพและสารเคมีในฟาร์มเพาะเลี้ยง ทั้งนี้เพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่และแนวทางปฏิบัติในการควบคุมและป้องกันเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น \n","ProjectAbstractEN":"Infectious disease in a cricket is an important problem causing economic loss to cricket rearing in several farms throughout Thailand, resulting in low quantity and quality of cricket products. This project aimed to investigate the prevalence and risk factors of infectious diseases caused by viruses and bacteria in crickets, genetic diversity, virulence gene, antimicrobial resistance gene, antimicrobial susceptibility, as well as susceptibility and resistance to physical and chemical inactivation of the isolates. The study was conducted by collecting crickets, cricket blind, and cricket egg samples from 37 cricket farms to detect pathogens by PCR, isolation and histopathological methods, and transmission electron microscope. The whole genome of viruses was analyzed by using next-generation sequencing and both virulence and antimicrobial resistance genes of Salmonella isolates were examined by PCR. The susceptibility to antimicrobials of isolated bacteria was analyzed by using an automated antimicrobial susceptibility testing device. The effectiveness of temperature and disinfectant in inactivating viruses and bacteria was also tested. Risk factors were investigated by interviewing farmers using a developed questionnaire. Of all 37 farms, the high prevalence rates of cricket iridovirus (CrIV), cricket paralysis virus (CrPV), and Acheta domesticus volvovirus (AdVVV) were found at 100, 91.9, and 97.3 respectively. These viruses were found in both clinically normal, and sick or dead crickets, cricket eggs, and cricket blinds. Acheta domesticus densovirus and Gryllus bimaculatus nudivirus were not detected in all samples. Bacteria were isolated from the samples at 100 percent. Most bacterial species recovered in this study have been previously reported in crickets, except Salmonella spp. which is the major pathogen causing food poisoning in humans. Serovars and virulence genes of Salmonella isolates were similar to the isolates found in humans and other animals. However, the Salmonella isolates did not carry colistin and carbapenem-resistant genes. Most bacterial isolates were still susceptible to antimicrobials in which resistance to only amoxicillin-clavulanic acid, and aminoglycosides were found at 20 and 14.81 respectively. Whole genome analysis of CrIV, CrPV, and AdVVV demonstrated the genetic diversity of these viruses and genomic differences between Thailand and international isolates. CrIV could be inactivated by a temperature of 60 ?C and peroxymonosulfate disinfectant. In addition, Salmonella spp. was inactivated by a temperature of 60 ?C, and peroxymonosulfate and quaternary ammonium disinfectants. We were unable to identify risk factors in this study due to the existence of infections in all of the farms. Data and knowledge obtained in this study will be useful for effectively implementing surveillance and preventing infectious diseases in cricket farms. However, further studies on longitudinal epidemiology and risk factors, diagnostic tests that can detect multi-pathogens in a single reaction, rapid on-farm testing, genetic diversity, and physical and chemical disinfection methods at cricket farms will need to be conducted to gain novel knowledge and practical guidelines that can effectively control and prevent the infection.","LocationResearch":"ขอนแก่น","LocationBenefit":null,"LinkPublic":null},{"RowNo":14,"ProjectID":103024,"ProjectNameTH":"โครงการพัฒนาอาหารสูตรทดแทนปลาป่นเพื่อการผลิตจิ้งหรีดเชิงอุตสาหกรรม","ProjectNameEN":"The development of fish meal substitutes for industrial cricket production","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นายเชาว์วิทย์ ระฆังทอง","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2564,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"-","ProjectKeywordEng":"-","ProjectObjective":"1. เพื่อพัฒนาสูตรอาหารเลี้ยงจิ้งหรีดและสะดิ้งทดแทนการใช้ปลาป่นเพื่อการผลิตเชิงพานิชย์2. เพื่อศึกษาปริมาณโภชนะและสารปนเปื้อนในอาหารเลี้ยงจิ้งหรีดและสะดิ้ง ต่อการสะสมในผลผลิตจิ้งหรีดตามระดับที่มาตรฐานผลิตภัณฑ์กำหนด3. เพื่อศึกษาผลของการใช้อาหารเลี้ยงจิ้จิ้งหรีดและสะดิ้งที่ปราศจากปลาป่นในฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดและสะดิ้งของเกษตรกร","ProjectAbstract":"การศึกษาอาหารสำหรับเลี้ยงจิ้งหรีดโดยเฉพาะยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในด้านระดับโภชนะสำหรับการเจริญเติบโตของจิ้งหรีด อีกทั้งอาหารสำหรับเลี้ยงจิ้งหรีดทางการค้ามีการใช้ปลาป่นเป็นส่วนประกอบจึงพบการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella spp. ซึ่งเป็นปัญหาต่อการส่งผลผลิตจิ้งหรีดสู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้จึงทำการศึกษาสูตรอาหารเลี้ยงจิ้งหรีดและสะดิ้งทดแทนการใช้ปลาป่น โดยวางแผนการทดลองแบบ 2?2 แฟคทอเรียล ในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ร่วมกับกลุ่มควบคุม (2?2 factorial in complete randomized design with control group) โดยอาหารทดลองสำหรับเลี้ยงจิ้งหรีดใช้วัตถุดิบแหล่งพลังงานที่แตกต่างกัน 2 ชนิด คือ ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ที่มีระดับโปรตีนในอาหารแตกต่างกัน 2 ระดับ คือ 18 และ 20 เปอร์เซ็นต์ ร่วมกับกลุ่มควบคุมที่ใช้อาหารทางการค้าที่มีระดับโปรตีน 21 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเลี้ยงจิ้งหรีดทองดำ (Gryllus bimaculatus De Geer) และสะดิ้ง (Acheta domesticus L.) จำนวนอย่างละ 5,300 ตัว โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มๆ ละ 6 ซ้ำ ทำการทดลองจำนวน 2 รุ่น ผลการทดลองพบว่าระดับพลังงานรวม (Gross energy) และเปอร์เซ็นต์โปรตีนในอาหารทุกกลุ่มมีค่าใกล้เคียงกับค่าที่ได้จากการคำนวน อาหารทดลองไม่พบการปนเปื้อนสารตะกั่ว แคดเมียม และอะฟลาทอกซิน แต่พบสารปรอทระดับต่ำ (น้อยกว่า 0.018 mg/kg) ไม่พบการปนเปื้อนของสารตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และสารพิษอะฟลาทอกซินในผลผลิตจิ้งหรีดทองดำและสะดิ้งที่เลี้ยงด้วยอาหารทดลองทั้ง 4 สูตร ผลต่อสมรรถภาพการผลิต พบว่าอาหารที่ใช้มันสำปะหลังเป็นแหล่งพลังงานและมีระดับโปรตีน 20 เปอร์เซ็นต์ มีสมรรถภาพการผลิตด้าน เปอร์เซ็นต์การเลี้ยงรอด และประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัวดีที่สุด (เฉลี่ย 2.43) อย่างไรก็ตามการใช้ข้าวโพดเป็นแหล่งพลังงานทำให้จิ้งหรีดและสะดิ้งมีขนาดความกว้างและความยาวของลำตัวมากกว่าการใช้มันสำปะหลัง และเมื่อพิจารณาต้นทุนค่าอาหารต่อการผลิตจิ้งหรีดและสะดิ้ง 1 กิโลกรัม พบว่าการเลี้ยงจิ้งหรีดและสะดิ้งด้วยอาหารทดลองมีต้นทุนค่าอาหารต่ำกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) เช่นเดียวกับผลการทดสอบในฟาร์มเกษตรกรที่พบว่าอาหารสูตรที่ใช้มันสำปะหลังให้ผลผลิตต่อบ่อและประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัวดีที่สุด (เฉลี่ย 3.10) สรุปได้ว่าอาหารสูตรมันสำปะหลังที่มีระดับโปรตีน 20 เปอร์เซ็นต์ สามารถใช้ทดแทนอาหารทางการค้าที่ใช้ปลาป่นเป็นองค์ประกอบโดยไม่มีผลเสียต่อการเจริญเติบโตของจิ้งหรีดและสะดิ้ง อีกทั้งยังทำให้ต้นทุนค่าอาหารต่อการผลิตจิ้งหรีด 1 กิโลกรัม ต่ำกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารทางการค้าประมาณ 26.90 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามการใช้ข้าวโพดเป็นแหล่งพลังงานมีทำให้จิ้งหรีดมีขนาดตัวใหญ่กว่ากว่าการใช้มันสำปะหลัง ดังนั้นควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในการใช้อาหารสูตรมันสำปะหลังและข้าวโพดร่วมกัน\n\nคำสำคัญ : อาหารจิ้งหรีด แหล่งพลังงาน ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปลาป่น การผลิตจิ้งหรีด\n","ProjectAbstractEN":"The studies of specific diets for cricket have not provided clear information on the nutritional level for cricket growth. Moreover, commercial cricket feed uses fishmeal as an ingredient, thus contaminating Salmonella spp., which is a problem of exporting cricket products to international markets. For this reason, a feed formula for crickets was studied instead of using fish meal in the diet. The 2?2 factorial in a complete randomized design with a control group was used in the trial. There are two different types of energy sources, corn, and cassava. Two different dietary protein levels, 18 and 20 percent, were combined with a control group that used a commercial diet with a protein level of 21 percent to feed 5,300 crickets (Gryllus bimaculatus De Geer) and house cricket (Acheta domesticus L.) each, divided into five groups, six repetitions each with two trials. The results showed that the energy level (Gross energy) and the percentage of protein in all feed groups were close to the calculated values. The experimental diets contained low levels of lead, mercury, cadmium, and aflatoxin (<0.018 mg/kg). Lead, cadmium, mercury, and aflatoxin contamination were not found in cricket and house cricket products of the four experimental diets. The effect on the productivity of crickets was found that using cassava as an energy source and with a protein level of 20 percent had the best survival percentage and feed conversion ratio (average 2.43). However, using corn as an energy source resulted in crickets having a more significant body width and length than cassava. When considering feed cost per 1 kg of cricket production, it was found that raising crickets with experimental diets had a significantly lower cost than those fed with commercial feed (P<0.01). It was concluded that the formula containing cassava as a source of energy with a protein content of 20 percent could be substituted for commercial feed containing fish meal without adverse effects on the growth of crickets and house cricket. It also makes the feed cost per kilogram of cricket production lower than raising with commercial feed about 26.90 percent. However, the use of corn as an energy source has resulted in larger crickets than the use of cassava. Therefore, further studies should be conducted on a combination of cassava and corn diets.\n\nKey words: Cricket feed, Energy source, Corn, Cassava, Fish meal, Cricket production\n","LocationResearch":"ขอนแก่น, ชัยนาท, นนทบุรี, ปทุมธานี, ลพบุรี, สิงห์บุรี, สุพรรณบุรี","LocationBenefit":null,"LinkPublic":"https://tnrr.nriis.go.th/#/research/1039756"},{"RowNo":15,"ProjectID":103025,"ProjectNameTH":"การศึกษาความต้องการโภชนะเพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับการผลิตอาหารจิ้งหรีดเชิงพาณิชย์ของประเทศไทย","ProjectNameEN":"Establishment of nutrient requirements tables for commercial cricket feed production in Thailand","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"รศ.ดร. สุทิศา เข็มผะกา","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepProvinceID":"30","SubmitDepProvinceTH":"นครราชสีมา","ProjectYearSubmit":2564,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"จิ้งหรีดบ้าน,พลังงาน,โปรตีน,กรดอะมิโน,สมรรถนะการเจริญเติบโต","ProjectKeywordEng":"-","ProjectObjective":"1. เพื่อให้ทราบถึงความต้องการพลังงานของจิ้งหรีดในแต่ละช่วงอายุ (7-20 และ 21-45 วัน)2. เพื่อให้ทราบถึงความต้องการโปรตีนของจิ้งหรีดในแต่ละช่วงอายุ (7-20 และ 21-45 วัน)3. เพื่อให้ทราบถึงความต้องการกรดอะมิโนไลซีนของจิ้งหรีด (7-20 และ 21-45 วัน)","ProjectAbstract":"ในปัจจุบันความต้องการโภชนะของจิ้งหรีดยังมีข้อมูลที่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการพลังงาน โปรตีน และกรดอะมิโนไลซีนของจิ้งหรีดบ้านในช่วงอายุ 7–20 และ 21–45 วัน โดยแบ่งออกเป็น 3 การทดลอง ในแต่ละการทดลองแบ่งออกเป็น 2 ระยะ (7–20 และ 21–45 วัน) การทดลองแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ๆ ละ 6 ซ้ำ ตามแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ การทดลองที่ 1 ศึกษาความต้องการพลังงานของจิ้งหรีดบ้าน ในแต่ละระยะการทดลองกำหนดให้อาหารมีระดับพลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกัน 5 ระดับ ได้แก่ 2,400 2,600 2,800 3,000 และ 3,200 kcal ME/kg (7–20 วัน) และ 2,600 2,800 3,000 3,200 และ 3,400 kcal ME/kg (21–45 วัน) ผลการศึกษาพบว่าระดับพลังงานในอาหารที่เพิ่มขึ้นมีผลทำให้ประสิทธิภาพการใช้อาหารและประสิทธิภาพการใช้พลังงานของจิ้งหรีดบ้านดีขึ้นทั้ง 2 ช่วงอายุ การทดลองที่ 2 ศึกษาความต้องการโปรตีนของจิ้งหรีดบ้าน ในแต่ละระยะกำหนดให้อาหารมีระดับโปรตีนที่แตกต่างกัน 5 ระดับ ได้แก่ 17.0 18.5 20.0 21.5 และ 23.0% อาหารทดลองทั้งหมดคำนวณให้มีระดับพลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้ที่ระดับเดียวกัน คือ 2,875 และ 3,270 kcal ME/kg ช่วงอายุ 7–20 และ 21–45 วัน ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่าระดับโปรตีนในอาหารที่ 20.0–23.0% ส่งผลให้จิ้งหรีดบ้านมีน้ำหนักตัว อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวัน ประสิทธิภาพการใช้อาหาร และการสะสมโปรตีนในซากทั้งตัวดีขึ้นทั้ง 2 ช่วงอายุ การทดลองที่ 3 ศึกษาความต้องการกรดอะมิโนไลซีนของจิ้งหรีดบ้าน ในแต่ละระยะการทดลองกำหนดให้มีระดับกรดอะมิโน ไลซีนในอาหารแตกต่างกัน 5 ระดับ ได้แก่ 0.85 0.95 1.05 1.15 และ 1.25% อาหารทดลองทั้งหมดคำนวณให้มีระดับพลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้และโปรตีนที่ระดับเดียวกัน (2,875 และ 3,270 kcal ME/kg; 22.04 และ 21.09% ในช่วงอายุ 7–20 และ 21–45 วัน ตามลำดับ) ผลการศึกษาพบว่าระดับไลซีนที่แตกต่างกันในอาหารไม่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัว อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวัน และปริมาณอาหารที่กิน แต่มีผลในการเปลี่ยนแปลงการสะสมโปรตีนในซากและประสิทธิภาพการใช้อาหาร การศึกษาครั้งนี้สามารถสรุปความต้องการโภชนะ (พลังงาน โปรตีน และกรดอะมิโนไลซีน) ของจิ้งหรีดบ้านได้ เมื่อประเมินด้วยวิธีการวิเคราะห์แบบ Broken line regression พบว่าจิ้งหรีดบ้านช่วงอายุ 7–20 และ 21–45 วัน มีความต้องการพลังงานใช้ประโยชน์ได้ 2,875 และ 3,270 kcal ME/kg โปรตีน 22.0 และ 21.0% และกรดอะมิโนไลซีน 1.11 และ 1.05% ตามลำดับ นอกจากนี้องค์ความรู้ดังกล่าวนำไปใช้ในการพัฒนาสูตรอาหารและหัวอาหารเข้มข้นสำหรับจิ้งหรีดบ้านในแต่ละช่วงอายุ รวมทั้งหมดจำนวน 19 สูตร โดยมีการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรผ่านการอบรม “การผลิตอาหารจิ้งหรีด” เพื่อที่เกษตรกรจะสามารถผลิตอาหารจิ้งหรีดโดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเพื่อใช้ได้เอง\nคำสำคัญ จิ้งหรีดบ้าน ความต้องการโภชนะ พลังงานใช้ประโยชน์ได้ โปรตีน กรดอะมิโนไลซีน","ProjectAbstractEN":"The nutrient requirements of crickets are currently limited. Therefore, the purpose of this research aimed to investigate the energy, protein and lysine requirements of house crickets from 7–20 and 21–45 days of age. The study was divided into 3 experiments, each trial was divided into 2 phases (7–20 and 21–45 days), with 5 groups of 6 replicates each using a completely randomized design.Experiment 1 studied the energy requirements of house crickets. In each phase of the trail, experimental diets were assigned to 5 different levels of metabolizable energy: 2,400 2,600 2,800 3,000 and 3,200 kcal ME/kg (7–20 day period) and 2,600 2,800 3,000 3,200 and 3,400 kcal ME/kg (21–45 day period). The results showed that the increasing dietary energy levels can improve feed and energy efficiencies of crickets in both age groups. Experiment 2 studied the protein requirements of house crickets. In each phase of the trail, experimental diets were assigned to 5 different levels of protein: 17.0, 18.5, 20.0, 21.5, and 23.0%. All diets were calculated to contain the same level of metabolizable energy as 2,875 and 3,270 kcal ME/kg in crickets aged 7–20 and 21–45 days, respectively. It revealed that dietary protein levels of 20.0–23.0% resulted in weight gain, average daily gain, feed efficiency and protein deposition in the whole carcass were improved in both ages. Experiment 3 studied the lysine requirements of house crickets. In each phase of the trail, experimental diets were assigned to 5 different levels of lysine: 0.85, 0.95, 1.05, 1.15 and 1.25%. All diets were calculated to contain the same levels of metabolization energy and protein (2,875 and 3,270 kcal ME/kg; 22.04 and 21.09% in aged 7–20 and 21–45 days, respectively). It was found that various levels of dietary lysine did not alter body weight, average daily gain and feed intake, while affecting protein deposition and feed efficiency. This study suggests the nutrient requirements (energy, protein, and lysine) of house crickets using a broken line regression analysis revealed that crickets aged 7–20 and 21–45 days required 2,875 and 3,270 kcal ME/kg, 22.0 and 21.0% protein and 1.11 and 1.05% lysine, respectively. In addition, this knowledge is used to develop feed formulas and concentrated feeds for house crickets at each stage of life in a total of 19 formulas, with transfer to farmers through \"Cricket Feed Production\" training so that farmers can produce cricket feed using local ingredients for their own use.\nKey words: house cricket, nutrient requirement, metabolizable energy, protein, lysine","LocationResearch":"นครราชสีมา","LocationBenefit":null,"LinkPublic":null},{"RowNo":16,"ProjectID":103026,"ProjectNameTH":"อาหารสำเร็จรูปที่ยั่งยืนสำหรับจิ้งหรีดทองแดงลาย (Acheta domesticus) เพื่อเพิ่มและควบคุมประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพผลผลิตและผลกำไร","ProjectNameEN":"Complete sustainable instant feed for house cricket (Acheta domesticus) to promote and control on productive performances, product qualities and profits","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"รศ.น.สพ.ดร. อรรถวิทย์ โกวิทวที","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2564,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"จิ้งหรีดทองแดงลาย,สี,อัตราแลกเนื้อ,ประสิทธิภาพการเจริญเติบโต,Acheta domesticus,ความต้องการทางโภชนาการ,อัตราส่วนโปรตีนและพลังงาน,สูตรอาหาร","ProjectKeywordEng":"Acheta domesticus","ProjectObjective":"1.ศึกษาผลกระทบของอัตราส่วนโปรตีนต่อพลังงานที่แตกต่างกันในสูตรอาหารต่อดัชนีที่สำคัญในการผลิตและคุณภาพผลผลิต2.ศึกษาผลกระทบของอัตราส่วนแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่แตกต่างกันในสูตรอาหารต่อดัชนีที่สำคัญในการผลิตและคุณภาพผลผลิต3.สูตรอาหารที่เหมาะสมต่อจิ้งหรีดทองแดงลายเพื่อเพิ่มและควบคุมประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพผลผลิตและผลกำไร4.สร้างสมการทำนายโดยใช้องค์ประกอบทางเคมีและการย่อยได้ในหลอดทดลองของวัตถุดิบอาหารเป็นตัวทำนายเพื่อใช้ในการทำนายดัชนีการผลิตและคุณภาพผลผลิตที่สำคัญ5.ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรด้วยการจัดทำคู่มือองค์ความรู้เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการทำอาหารและผลการทดลองนี้เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้","ProjectAbstract":"อาหารจิ้งหรีดถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดประสิทธิภาพการเจริญเติบโต คุณภาพผลผลิตและต้นทุนการผลิต ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อสูตรอาหารจิ้งหรีดที่เหมาะสม นอกจากนี้งานวิจัยนี้ยังดำเนินการสร้างสมการทำนายโดยใช้องค์ประกอบทางเคมีเป็นตัวทำนายเพื่อใช้ในการทำนายดัชนีการผลิตและคุณภาพผลผลิต ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาการสร้างสูตรอาหารที่แม่นยำดังเช่นในปศุสัตว์อื่น การทดลองได้ดำเนินการจำนวน 2 ครั้งในลักษณะเดียวกัน การทดลองแรกเป็นการศึกษาหาอัตราส่วนของโปรตีนต่อพลังงานที่เหมาะสมในระหว่างช่วงร้อยละ 20-26 ต่อ 3,020-3,620 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม เมื่อทราบอัตราส่วนที่เหมาะสมแล้วจะนำสูตรอาหารดังกล่าวมาใช้ต่อในการทดลองที่ 2 โดยปรับเปลี่ยนระดับของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในช่วงร้อยละ 0.7-1.6 และ 0.6-1.2 โดยตรวจวัดประสิทธิภาพการผลิตและตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยองค์ประกอบทางเคมี การย่อยได้ในมนุษย์ การเกิดออกซิเดชั่นของไขมันหลังจากเก็บรักษา สี พร้อมทั้งคำนวณต้นทุนการผลิต จากผลการทดลองพบว่าสูตรอาหารที่ 11 ที่มีพลังงาน 3420 และโปรตีนรวมร้อยละ 24 น้ำหนักแห้ง ถือว่าเป็นสูตรอาหารที่เหมาะสมที่สุด รวมทั้งมีระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ระดับร้อยละ 1.01 และ 0.8 โดยมีส่วนประกอบเป็น ข้าวโพดบด กากถั่วเหลือง รำละเอียด น้ำมันถั่วเหลือง หินปูน ไดแคลเซียมฟอสเฟต (P21) DL-Methionine L-Lysine เกลือ สารผสมวิตามินแร่ธาตุรวม และวิตามินซี ที่ร้อยละ 52.23 30.9 10 3.26 1.49 0.62 0.12 0.08 0.6 0.25 และ 0.45 น้ำหนักสด ตามลำดับ สมการทำนายที่ดำเนินการยังไม่มีความแม่นยำมากเพียงพอที่จะนำไปใช้จริงดังนั้นจึงต้องเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อให้ได้สมการที่แม่นยำและนำไปใช้ได้จริง โดยต้นทุนการผลิตจิ้งหรีดผง 1 กิโลกรัมที่ใช้อาหารที่แนะนำมีค่า 174 บาทซึ่งต่ำกว่าอาหารในรูปแบบการค้าที่ 82 บาท ส่วนต้นทุนการผลิตจิ้งหรีดสดอยู่ที่ 46.4 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางสื่อออนไลน์ (https://youtu.be/dBvvTIwtl6k) สรุปได้ว่าสูตรอาหารที่ศึกษาสามารถนำไปใช้ได้ อย่างไรก็ตามระยะเวลาเลี้ยงนานกว่าการใช้อาหารในรูปแบบการค้า 5 วัน ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้อาหารในรูปแบบการค้าในช่วงเริ่มต้นของการเลี้ยงประมาณ 14 วันแล้วค่อยใช้อาหารที่แนะนำในช่วงท้ายซึ่งยังต้องการดำเนินการทดลองต่อเพื่อยืนยันสมมติฐานดังกล่าว นอกจากนี้การพัฒนาอาหารหรือการใช้เทคโนโลยีเข้าร่วมเพื่อให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้นควรศึกษาต่อไปในระดับฟาร์ม","ProjectAbstractEN":"Cricket’s feed is considered as important factor to control the growth performances, product qualities and production cost. Therefore, this study aimed to investigate the appropriate cricket’s feed formulation. Moreover, this study formulated the predicted equation for productive index and product qualities from chemical composition of feed as predictors which is important knowledge to perform precise formulation as other livestock. The experiment contains two parts. The first experiment was set to study on the appropriate crude protein and energy ratio at 20-26%FM and 3020-3620 kcal/kg diet. The appropriate formulation was brought to use in second experiment which calcium and phosphorus was adjusted at 0.7-1.6 and 0.6-1.2 %FM, respectively. Growth performances and product quality including chemical composition, in vitro digestibility in human, lipid peroxidation after storage, color and cost of production were analyzed and calculated. Based on study results, the formulation number 11 containing energy at 3420 kcal/kg and crude protein at 24 %DM was considered as the most appropriate formulation with the calcium and phosphorus was 1.01 and 0.8% DM, respectively. This formulation contains ground maize, soybean meal, soybean oil, limestone, di-calcium phosphate (P21), DL-Methionine, L-Lysine, salt, vitamin-mineral premix and vitamin C at 52.23, 30.9, 10, 3.26, 1.49, 0.62, 0.12, 0.08, 0.6, 0.25 and 0.45 %FM, respectively. The predicted equation still lacked of precision therefore, further data collection could be performed to develop before usage. The cost to produce one kilogram of cricket powder was 174 THB which lower than the usage of commercial diet at 82 THB. The diet cost to produce cricket in fresh matter was 46.4 THB/kg. In addition, the video clip about this study was uploaded online (https://youtu.be/dBvvTIwtl6k). In conclusion, the suggested formulation in this study can be used. However, the longer production time was observed which was higher at 5 days comparing to the usage of commercial diets. Therefore, the commercial diet was suggested to feed at the first period of production (around 14 days) and then the formulation from this study will be used in late period. Anyway, the further experiment could be performed to confirm this hypothesis. Moreover, the feed formulation from this study could be studied and developed in the farm scale.","LocationResearch":"ขอนแก่น","LocationBenefit":"ขอนแก่น","LinkPublic":"https://tnrr.nriis.go.th/#/research/1039819"},{"RowNo":17,"ProjectID":103028,"ProjectNameTH":"การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อควบคุมระดับฮีสตามีนในจิ้งหรีด","ProjectNameEN":"Control of histamine level in cricket by post-harvest management","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นางสาวชมดาว สินธุวณิชย์","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2564,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"ฮีสตามีน,จิ้งหรีด,การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว","ProjectKeywordEng":"Histamine,Cricket,Post-harvest management","ProjectObjective":"1.เพื่อระบุช่วงอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมในการเก็บผลผลิตจิ้งหรีด2.เพื่อกำหนดกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในการควบคุมระดับฮีสตามีนในจิ้งหรีด3.เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการหลังเก็บเกี่ยวกับระดับฮีสตามีนในจิ้งหรีดจากฟาร์มต่างๆ ในประเทศไทย","ProjectAbstract":"จิ้งหรีดเป็นแมลงกินได้ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามข้อมูลความปลอดภัยด้านอาหารของจิ้งหรีดโดยเฉพาะระดับฮีสตามีนซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการอาหารเป็นพิษยังมีจำกัดซึ่งส่งผลต่อการยอมรับของผู้บริโภค โครงการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการสะสมของระดับฮีสตามีนเพื่อกำหนดสภาวะที่เหมาะสมในการเก็บรักษาและขนส่งจิ้งหรีดที่ผลิต จากนั้นสำรวจระดับฮีสตามีนในจิ้งหรีดที่ผลิตเพื่อการบริโภคจากฟาร์มจิ้งหรีดในภูมิภาคต่างๆ ในงานวิจัยนี้ทำการเลี้ยงจิ้งหรีดทองดำและจิ้งหรีดบ้านในโรงเรือน แล้วตรวจวัดระดับฮีสตามีนด้วยเทคนิค HPLC-UV จากผลการทดลองพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการสะสมของฮีสตามีนในจิ้งหรีดที่ผลิตเพื่อการบริโภค คือ อุณหภูมิในการเก็บรักษา และระยะเวลาในการเก็บรักษา โดยการเก็บจิ้งหรีดไม่ว่าจะเป็นแบบสุกหรือดิบที่อุณหภูมิ -18 ถึง -20 องศาเซลเซียส ช่วยชะลอการสะสมของฮีสตามีนได้อย่างน้อย 90 วัน ในขณะที่การเก็บจิ้งหรีดที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ช่วยชะลอการสะสมของฮีสตามีนได้อย่างน้อย 15 วัน ทั้งนี้ไม่ควรเก็บจิ้งหรีดที่อุณหภูมิห้องเกิน 6 ชั่วโมง จิ้งหรีดที่เก็บที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส หากนำมาละลายที่ 4 องศาเซลเซียส จะชะลอการสะสมของฮีสตามีนได้อย่างน้อย 3 วัน โดยฮีสตามีนไม่อยู่ในระดับที่เป็นอันตราย แต่หากนำมาละลายที่อุณหภูมิห้อง ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 1 วัน นอกจากนี้ในการวิเคราะห์ตัวอย่างจิ้งหรีดจากฟาร์มพบว่า มากกว่า 95% ของจิ้งหรีดจากฟาร์ม มีระดับฮีสตามีนต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในตัวอย่างที่ทำสุก ระยะเวลาในการต้มมีผลต่อระดับฮีสตามีน โดยควรต้มจิ้งหรีดอย่างน้อย 15 นาที ทั้งนี้ไม่พบความสัมพันธ์ของประเภทของมาตรฐานฟาร์ม วัตถุปรุงแต่ง ลักษณะและระยะเวลาการผึ่งให้เย็น/สะเด็ดน้ำ วิธีการฆ่าจิ้งหรีด และระยะเวลาในการขนส่ง ต่อการสะสมของฮีสตามีนในจิ้งหรีด งานวิจัยพื้นฐานที่จะเป็นข้อมูลในการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวจิ้งหรีดเพื่อการบริโภค ควรมีการศึกษาข้อมูลต่อไปนี้เพื่อเป็นองค์ความรู้ในการยกระดับความปลอดภัยในจิ้งหรีด 1) แบคทีเรียในจิ้งหรีดกินได้ชนิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสะสมฮีสตามีน 2) ระดับฮีสตามีนที่เหมาะสมที่อนุญาตให้มีในแมลงกินได้ 3) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับฮีสตามีนในจิ้งหรีดที่ผ่านการแปรรูป เช่น จิ้งหรีดผง หรือผงจิ้งหรีดไฮโดรไลเสท ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการฟาร์มจิ้งหรีด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารจากจิ้งหรีด รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดมาตรฐานสินค้าการเกษตร เพื่อใช้ในการจัดการฟาร์มและกระบวนการผลิตอาหารให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคต่อไป ","ProjectAbstractEN":"Edible cricket has attracted the attention of consumers and the food industry as an alternative high-protein food source. However, in view of safety, the information on biogenic amine contents, particularly histamine, was still lacking. In this work, we are interested in determining the factors affecting the histamine level in edible crickets. Here, the histamine levels in two species of edible crickets, Acheta domesticus and Gryllus bimaculatus were measured by the reverse-phase high-performance liquid chromatography method with UV detection (HPLC-UV).  The results showed that the factor affecting the accumulation of histamine in edible crickets was the storage temperature and storage duration. Storage of edible crickets, whether cooked or raw, at -18?C to -20?C delayed histamine accumulation for at least 90 days. Storage at 4?C maintained the histamine level for at least 15 days; however, the crickets should not be stored at room temperature for more than 6 hours. Moreover, in crickets stored at -20 ?C, thawing at 4 ?C slowed the accumulation of histamine for at least three days without histamine reaching dangerous levels. However, after thawing, the cricket should not be left at room temperature for more than 1 day. In addition, when analysing edible crickets collected from farms, more than 95% of crickets contained histamine less than 50 mg/kg in the cooked sample. The duration of boiling affected histamine levels in the cricket samples of which cricket should be boiled at least for 15 min. However, there was no correlation between farm accreditation, additives, cooling/draining duration, killing methods and transit time on the accumulation of histamine in crickets. The following information should be studied as a knowledge to improve safety in edible crickets: 1) bacteria in edible crickets. related to histamine accumulation. 2) optimal levels of histamine permissible in edible insects; 3) factors related to histamine levels in processed crickets such as cricket powder or hydrolysed cricket powder. Such information will be useful to cricket farm operators, cricket food product manufacturer of as well as government agencies for food safety management of edible cricket in the future.","LocationResearch":"กรุงเทพมหานคร, ขอนแก่น, นครพนม, บุรีรัมย์, สระแก้ว","LocationBenefit":null,"LinkPublic":"https://tnrr.nriis.go.th/#/research/1039754"},{"RowNo":18,"ProjectID":103029,"ProjectNameTH":"การยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยในการจัดการฟาร์มจิ้งหรีดและการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ","ProjectNameEN":"Elevating the quality and safety of cricket farm management and cold storage","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นางสาวรุ่งทิพย์ มาศเมธาทิพย์","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2564,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"การเลี้ยงจิ้งหรีด,วิธีฆ่า,ฮีสตามีน,การเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ,กลิ่น","ProjectKeywordEng":"Cricket cultures,Killing methods,Histamine,Cold storage,Odor","ProjectObjective":"1 เพื่อศึกษาผลของวิธีการเพาะเลี้ยงต่อปริมาณสารฮีสตามีน ปริมาณเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มแบคทีเรียโคลิฟอร์ม เชื้อจุลินทรีย์ชนิด E. coli ขนาดและลักษณะของจิ้งหรีด ลักษณะทางด้านสี เนื้อสัมผัส และกลิ่นของจิ้งหรีด 2 เพื่อศึกษาผลของวิธีการฆ่าจิ้งหรีดต่อปริมาณสารฮีสตามีน ปริมาณเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มแบคทีเรียโคลิฟอร์ม เชื้อจุลินทรีย์ชนิด E. coli ลักษณะทางด้านสี เนื้อสัมผัส กลิ่น และร้อยละผลผลิตของจิ้งหรีด 3 เพื่อศึกษาผลของวิธีเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ (Cold storage) ต่อปริมาณสารฮีสตามีน ปริมาณเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มแบคทีเรียโคลิฟอร์ม เชื้อจุลินทรีย์ชนิด E. coli เชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคในอาหารชนิด Samonella คุณลักษณะทางด้านสี เนื้อสัมผัส กลิ่น และร้อยละผลผลิตของจิ้งหรีด","ProjectAbstract":"งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษารูปแบบการเลี้ยงจิ้งหรีด วิธีการุณยฆาตจิ้งหรีด รวมถึงสภาวะในการเก็บรักษาจิ้งหรีดที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยในการจัดการฟาร์มจิ้งหรีดและการเก็บรักษาจิ้งหรีดได้ จากผลการศึกษาวิจัยพบว่าการเลี้ยงรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบ GAP ส่งผลต่อร้อยละผลผลิตและคุณภาพของจิ้งหรีดใกล้เคียงกัน ในขณะที่การเลี้ยงด้วยรูปแบบอินทรีย์มีร้อยละผลผลิตน้อยกว่าประมาณ 10 เท่า การทดสอบทางประสาทสัมผัสด้วยการดมและชิมตัวอย่างจิ้งหรีด ลักษณะกลิ่นและกลิ่นรส\nของจิ้งหรีด พบว่าจิ้งหรีดที่เลี้ยงด้วยรูปแบบอินทรีย์ได้รับคะแนนความชอบโดยรวมมากที่สุด และมีลักษณะกลิ่นข้าวโพด รสหวาน และรสอูมามิมากกว่าการเลี้ยงด้วยรูปแบบอื่น มีการตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์ชนิด Salmonella spp. ในจิ้งหรีดที่ทำการการุณยฆาตด้วยวิธีเก็บในถุงซิปล็อค เก็บในถุงซิปล็อคร่วมกับการแช่น้ำแข็ง 20 นาที และการแช่น้ำที่อุณหภูมิห้อง 30 นาที แต่ไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ชนิด Salmonella spp. ในจิ้งหรีดที่ผ่านการการุณยฆาตด้วยวิธีแช่น้ำที่อุณหภูมิห้องตามด้วยกับการต้ม แต่มีการตรวจพบเชื้อ E. coli และแบคทีเรียโคลิฟอร์มในทุกวิธี\nการุณยฆาต การเก็บรักษาจิ้งหรีดนาน 45 วันที่อุณหภูมิต่ำทั้ง 5 สภาวะ ส่งผลให้น้ำหนักตัวจิ้งหรีดลดลงและส่งผลให้ค่าแรงเฉือนลดลง การเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำส่งผลให้ปริมาณแบคทีเรียโคลิฟอร์มและเชื้อจุลินทรีย์ชนิด E. coli ลดลง ผลการทดลองที่สำคัญ คือ ไม่มีการพบสารฮีสตามีนในระหว่างการเลี้ยง การการุณยฆาต และการเก็บรักษาในวิธีการหรือสภาวะที่ใช้ในงานวิจัยนี้\n","ProjectAbstractEN":"\tThis research focused on the study of cricket farming practices, killing methods and cold storage conditions. These were crucial steps in elevating the standard and safety of managing cricket farms and storing crickets. The research activities were divided into 3 activities along the agricultural chain of cricket included the study of the effect of cricket farming practices, killing methods, and low-temperature storage conditions of crickets, that affected the quality and safety of crickets. The investigation of the impact of cricket farming practices, killing procedures, and cold storage conditions on the quality and safety of crickets was one of three research tasks that were divided along the cricket agricultural chain. The results of the study showed that the quantity and quality of crickets were not significantly different between traditional and good agricultural practice (GAP) raising patterns. However, the yield of the organic-GAP design was around ten times lower than that of the other patterns. On sensory evaluations, crickets fed organically received more overall liking score than crickets fed in other ways. They are characterized by a more corn aroma, sweet and umami tastes than other samples. Salmonella spp. were detected in crickets killed by kept in zip-lock bags, zip-lock bags soaking in ice bath for 20 minutes and water soaking at room temperature for 30 minutes. Salmonella spp. were not found in cricket killed by soaking in water at room temperature followed by boiling. Nevertheless, E. coli and coliform bacteria were detected in crickets killed by all methods. All five cold storage conditions resulted in a reduction in the cricket’s body weight and also the shear force exerted on the cricket after 45 days of storage. Cold storage resulted in a decrease in the number of coliform bacteria and E. coli. An important finding was that histamine was not detected during culture, killing and cold storage in the methods or conditions used in this research.","LocationResearch":"นครปฐม","LocationBenefit":null,"LinkPublic":null},{"RowNo":19,"ProjectID":103030,"ProjectNameTH":"การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขที่ส่งเสริมสุขภาพและเพิ่มมูลค่าทางการตลาดโดยใช้แหล่งโปรตีนทดแทนจากจิ้งหรีด","ProjectNameEN":"Product development in dog&rsquo;s treats promoting wellness and increasing market value by using crickets as an alternative protein source","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นางสาวสุดาทิพย์ แซ่ตั้น","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2564,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"จิ้งหรีดทองแดงลาย,Acheta domesticus,โภชนาการ,ขนมขบเคี้ยว,สุนัข,แหล่งโปรตีนทดแทน,สารเสริมสุขภาพ","ProjectKeywordEng":"Acheta domesticus,โภชนาการ,ขนมขบเคี้ยว,สุนัข,แหล่งโปรตีนทดแทน","ProjectObjective":"1.สร้างสูตรและผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขที่ส่งเสริมสุขภาพโดยใช้แหล่งโปรตีนทดแทนจากจิ้งหรีด2.ศึกษาความน่ากินของผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวที่พัฒนาขึ้นในสุนัข3.ศึกษาการย่อยได้และผลที่ตามมาด้านสุขภาพของผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวที่พัฒนาขึ้นในสุนัข4.ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรด้วยการจัดทำคู่มือองค์ความรู้เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการทำอาหารและผลการทดลองนี้เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้","ProjectAbstract":"สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น ส่งผลให้ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เลี้ยงสุนัขในปัจจุบันมีความรู้ในการคัดเลือกผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับสุนัขจากแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพดีและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นแมลงจัดว่าเป็นวัตถุดิบที่น่าสนใจ รวมทั้งการศึกษาการใช้จิ้งหรีดทองแดงลายมาเป็นอาหารสำหรับสุนัขยังมีน้อย ด้วยเหตุดังกล่าวคณะผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัข จากการศึกษาจำนวน 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย การดำเนินการสร้างผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขจากจิ้งหรีดที่ร้อยละ 40 ในลักษณะของ  บิสกิตจำนวนทั้งสิ้น 4 สูตรคือ ขนมขบเคี้ยวที่ไม่มีจิ้งหรีด ขนมขบเคี้ยวที่มีจิ้งหรีด ขนมขบเคี้ยวที่มีจิ้งหรีดและซุปเปอร์ฟู้ด ประกอบด้วยแครอท ฟักทองและมันม่วง และขนมขบเคี้ยวที่มีจิ้งหรีดและสารเสริม ประกอบด้วยซุปเปอร์ฟู้ดตามข้างต้นพร้อมทั้งเอนไซม์ย่อยอาหารรวม เบต้ากลูแคนสายสั้น ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์และ      สารสกัดยัคค่า ชิดิเจอร่า แล้วนำผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ได้มาทดสอบความน่ากินกับสุนัขจำนวน 40 ตัว พบว่าสุนัขเข้าหาขนมขบเคี้ยวสูตรที่ 1 2 3 และ 4 ที่ร้อยละ 32.5 17.5 22.5 และ 27.5 เป็นอันดับแรก ตามลำดับ ซึ่งสรุปได้ว่า ขนมขบเคี้ยวทุกสูตรมีความน่ากินที่ใกล้เคียงกัน และผลการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 สูตรพบว่า อัตราการย่อยได้ที่ปรากฎของสารอาหารในกลุ่มสุนัขที่ได้รับขนมขบเคี้ยวที่มีจิ้งหรีดเป็นส่วนประกอบ (สูตรที่ 2-4) ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) เมื่อเทียบกับกลุ่มสุนัขที่ได้รับขนมขบเคี้ยวที่ไม่มีจิ้งหรีดเป็นส่วนประกอบ (สูตรที่ 1) จากการทดลองสรุปได้ว่า ขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขที่มีผงจิ้งหรีดเป็นส่วนประกอบในการศึกษานี้ มีความปลอดภัยต่อสุนัข ดังนั้นการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์และจำหน่ายในรูปแบบการค้าควรเป็นแนวทางที่ดำเนินการต่อไปในอนาคต","ProjectAbstractEN":"A dog has considered the most popular pet with the increasing trend compared to other pets affecting the continuous growth of the pet food business. Currently, consumers select products that were made from good quality protein sources and are environmentally friendly. Therefore, insects were interested including house crickets. For these reasons, our researchers had an objective to develop a treat for dogs which was separated into three parts. Firstly, the dog’s treat was conducted as a biscuit with 40% cricket as a major protein source. Four formulations of treats for adult dogs were performed containing treat without cricket (Meat and bone meal as a protein source), treat with cricket, treat with cricket and superfoods comprising carrot, pumpkin, and sweet purple potato, and treat with cricket, superfoods, and supplements with mixed digestive enzymes, short-chain beta-glucan, fructo-oligosaccharides, and Yucca Schidigera extract. All of these formulations were tested on a palatability test in 40 dogs. The first bite was presented in treat numbers 1, 2, 3, and 4 at 32.5, 17.5, 22.5, and 27.5, respectively. Based on the result, the palatability was similar between these treats. The results from apparent digestibility between four treats were statistically similar between treat with crickets (Formula 2-4) and treat without crickets (Formula 1; P>0.05). In conclusion, developed treats with cricket as ingredients can feed dogs safely. The animal feed registration and commercialization could be further performed.","LocationResearch":"กรุงเทพมหานคร, นครนายก","LocationBenefit":null,"LinkPublic":"https://tnrr.nriis.go.th/#/research/1031803"},{"RowNo":20,"ProjectID":103032,"ProjectNameTH":"การพัฒนาเพพไทด์จากจิ้งหรีดเพื่อการพัฒนาเครื่องดื่มชะลอการเสื่อมสำหรับผู้สูงอายุ","ProjectNameEN":"Development of cricket peptides as the main functional ingredient in recovering drink for elderly","ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นางสาวพิลาณี ไวถนอมสัตย์","Projectstatus":"ปิดโครงการ","DepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepartmentTH":"สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2564,"OECD1":"เกษตรศาสตร์","OECD2":"เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ProjectKeyword":"-","ProjectKeywordEng":"-","ProjectObjective":"\tเพื่อให้ได้กระบวนการผลิตเพพไทด์จากจิ้งหรีดที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ละลายน้ำได้ดี และมีฤทธิ์ทางชีวภาพ เหมาะสำหรับการเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ\tเพื่อพัฒนาสูตรเครื่องดื่มชะลอการเสื่อมสำหรับผู้สูงอายุที่มีส่วนผสมของเพพไทด์จากจิ้งหรีด\tเพื่อทดสอบประสิทธิผลของเครื่องดื่มชะลอการเสื่อมที่มีส่วนผสมของเพพไทด์จากจิ้งหรีดในการซ่อมแซมกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุ","ProjectAbstract":"แมลงเป็นแหล่งของโปรตีน ไขมัน และแร่ธาตุอย่างดี แต่การบริโภคแมลงยังเป็นที่นิยมเฉพาะ      กลุ่มบุคคลเนื่องจากยังติดกับภาพลักษณ์ของแมลงซึ่งไม่เป็นที่คุ้นเคย การแปรรูปแมลงให้มีลักษณะอื่นจึงน่าจะเป็นแนวทางในการส่งเสริมการบริโภคแมลงได้มากขึ้น งานวิจัยนี้จึงได้พัฒนาการผลิตเพพไทด์จากจิ้งหรีดสะดิ้ง โดยการนำจิ้งหรีดไปอบให้แห้ง บดให้เป็นผง สกัดไขมันออก ลดขนาดโปรตีนด้วยเทคนิคอัลตราโซนิเคตและนำไปไฮโดรไลซ์ด้วยเอนไซม์ให้ได้เพพไทด์จิ้งหรีดที่มีปริมาณโปรตีน 76.96% ปริมาณกรดอะมิโนทั้งหมด 57 mg/100g โดยมีกรดกลูตามิกในปริมาณสูงที่สุด (9.20 mg/100g) พบการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ระดับต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด และไม่พบการปนเปื้อนของโลหะหนัก (ตะกั่ว สารหนู และปรอท) มีความสามารถในการละลายน้ำได้ดี และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากนั้นนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชะลอการเสื่อมสำหรับผู้สูงอายุ โดยสูตรผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยเพพไทด์จิ้งหรีด 6% บรรจุใส่ซองอะลูมิเนียมฟอยล์ปิดสนิท ขนาด 30 กรัม รับประทานครั้งละ 1 ซอง โดยชงในน้ำร้อนปริมาตร 250 มิลลิลิตร ผู้บริโภคชอบผลิตภัณฑ์ในระดับชอบเล็กน้อย และให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ร้อยละ 80 มีการตัดสินใจซื้อร้อยละ 65  เมื่อนำเครื่องดื่มชะลอการเสื่อมสำหรับผู้สูงอายุที่มีส่วนผสมของเพพไทด์จิ้งหรีดไปทำการทดสอบประสิทธิผลในกลุ่มเป้าหมายคือผู้สูงอายุ จำนวน 44 คน โดยกำหนดให้กลุ่มเป้าหมายบริโภคปริมาณโปรตีนรวม 30 กรัมต่อวัน ระยะเวลาทดสอบทั้งหมด 12 สัปดาห์ พบว่าการดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีส่วนประกอบของโปรตีนจากจิ้งหรีด 30 กรัม ร่วมกับการออกกำลังกายแบบผสมผสาน (แอโรบิคและการใช้ยางยืด 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 1.20 ชั่วโมง)   มีผลต่อการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ซึ่งเป็นสมรรถภาพทางกายที่ลดลงอย่างรวดเร็วและมีความสัมพันธ์กับการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การเดิน รวมถึงป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการหกล้มในผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังสามารถลดความดันโลหิต ช่วยลดร้อยละไขมันในร่างกาย รอบสะโพก       การอักเสบ และระดับคลอเลสเตอรอลรวมในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และภาพรวมที่ดีขึ้น\nจากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน (SWOT) และการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในอุตสาหกรรมและการแข่งขันในตลาดผลิตภัณฑ์ผงชงสำหรับผู้สูงอายุที่มีส่วนประกอบของโปรตีนจากจิ้งหรีด พบว่ามีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง แต่โปรตีนจากแมลงยังเป็นตลาดใหม่ที่มีโอกาสทางการตลาดค่อนข้างสูง ด้วยจุดแข็งด้านคุณสมบัติในการช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อและคงความแข็งแรงของร่างกายผู้สูงอายุ รวมทั้งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ประกอบกับหากมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และมีการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เลียนแบบได้ยาก ก็จะสามารถลดผลกระทบจากการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่งรายใหม่และสินค้าทดแทนได้ นอกจากนี้ควรมีการมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ไปยังประเทศที่มีการบริโภคแมลงสูงและอนุญาตให้นำเข้าแมลงเป็นอาหารได้ ตัวอย่างประเทศคู่ค้าที่น่าสนใจ ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ซึ่งควรมีการดำเนินการร่วมกับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ากลุ่มรักสุขภาพและกลุ่มผู้สูงวัยด้วยการให้คำแนะนำและข้อมูลด้านคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องครบถ้วนเพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่าย \nจากการสำรวจข้อมูลและการวิเคราะห์แนวโน้มความเป็นไปได้ของตลาดและการเงิน พบว่า ผู้บริโภคนิยมซื้อผลิตภัณฑ์ผงชงสำหรับผู้สูงอายุผ่านช่องทางการจัดจำหน่าย ได้แก่ โรงพยาบาล คลีนิค และร้านขายยา เป็นต้น ในส่วนของการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตในระดับห้องปฏิบัติการนั้น มีแนวโน้มที่จะแข่งขันได้ในตลาดได้ โดยมีระยะเวลาการคืนทุนที่ประมาณ 5.5 ปี จึงสามารถสรุปได้ว่าโครงการวิจัยนี้เป็นโครงการที่น่าลงทุน เนื่องจากระยะเวลาคืนทุน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนของโครงการมีความสอดคล้องกัน  ","ProjectAbstractEN":"Insects are a good source of protein, fat and minerals. However, the consumption of insects is still particularly popular within a group of people, since they are still attached to the image of an unfamiliar insect. Processing insects into other characteristics should therefore be a way to promote more insect consumption. Therefore, this research developed the peptides production process from sting crickets. The crickets were dried and ground into powder, then fat was removed and protein was downsized by ultrasonic technique and enzymatically hydrolyzed to obtain peptides with 76.96% protein. Total amino acid was 57.0 mg/100g with the highest content of glutamic acid (9.20 mg/100g). Microbial contamination was below the specified standard, whereas none of heavy metals (lead, arsenic and mercury) was detected. Cricket peptides were well water soluble and possessed antioxidant activity. It was further developed into a recovery drink for the elderly. The product formula contained 6% cricket peptides, packed in a sealed aluminum foil pouch, size 30 g. Take 1 sachet at a time by dissolving in 250 ml hot water. The overall liking of the product from consumers is like slightly. The 80% of them accepted the product and 60% of them would purchase it. A randomized controlled trial was conducted to determine the efficacy of a beverage containing cricket peptides in 44 older adults. The participants consumed approximately 30 g of protein per day for 12 weeks. It was found that drinking a healthy drink containing 30 g of protein in combination with the concurrent training program (supervised aerobic and elastic-band resistance training) increased the strength of both upper and lower muscles. This was associated with daily activities such as walking, as well as preventing potential risk factors for falls in the elderly. It could also lower blood pressure, reduce the percentage of body fat around the hips, inflammation and total cholesterol levels in the blood, which was a risk factor for cardiovascular disease. In addition, a quality of life, physically, mentally, socially and overall were significantly improved.\nFrom SWOT and competitiveness analysis in mixed cricket peptide powder drink market was founded that the competition in the market is fairly high but the protein from insect is the new opportunity market by its strength such as repairing and maintaining the muscle in the elder, providing antioxidant activity, etc. If the product design matches customer requirements with the production technology that is difficult to mimic, it can hinder the new competitors or substitute products into the market. In addition, new market opportunities should be sought in the countries with high insect consumption and importing insect as food such as South Korea, Japan, the United States, etc. This should be done with building the customer relationships by providing complete advice and information of product properties that make the target consumer groups, especially the elder and health conscious consumer easily understand the product.\nAccording to market survey and financial analysis, it was found that the popular selling channels for the target customers are hospital clinic and drug store and from the production in the laboratory scale under the selling assumption, payback period of the product is around 5.5 years. It can be concluded that the developed product in this project is interesting in terms of both market trend and primary financial feasibility due to harmonizing among payback period, net present value and internal rate of return.","LocationResearch":"กรุงเทพมหานคร","LocationBenefit":null,"LinkPublic":null}]}