{"page":1,"pre_page":20,"page_count":353,"total_count":7057,"data":[{"RowNo":1,"ProjectID":8133,"ProjectNameTH":"โครงการส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมโดยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"แผนงาน หรือชุดโครงการ","Headname":null,"Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":null,"SubmitDepProvinceID":null,"SubmitDepProvinceTH":null,"ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":null,"ProjectKeywordEng":null,"ProjectObjective":null,"ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null},{"RowNo":2,"ProjectID":6122,"ProjectNameTH":"เทคโนโลยีการผลิตข้าวนาชลประทานแบบคาร์บอนต่ำในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ตามเขตศักยภาพการผลิตข้าวภาคกลาง","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นางสาวเบญจมาส รสโสภา","Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"ข้าวนาชลประทาน, ก๊าซเรือนกระจก, คาร์บอนต่ำ, ศักยภาพ, การปล่อย","ProjectKeywordEng":"irrigated rice,  greenhouse gas,   low carbon,   potential,   emission","ProjectObjective":"เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวนาชลประทานแบบคาร์บอนต่ำในเขตพื้นที่ศักยภาพความเหมาะสมต่อการปลูกข้าวมากภาคกลาง","ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null},{"RowNo":3,"ProjectID":6114,"ProjectNameTH":"การพัฒนาชีวภัณฑ์จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ สำหรับควบคุมโรคข้าวที่สำคัญ","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"แผนงาน หรือชุดโครงการ","Headname":"นางดวงกมล บุญช่วย","Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"ชีวภัณฑ์, สูตรสำเร็จ, การควบคุมโดยชีววิธี, โรคข้าวที่สำคัญ, จุลินทรีย์ปฏิปักษ์","ProjectKeywordEng":"Bioproduct, Formulation, Biological Control, Major Rice Diseases, Antagonistic Microorganism","ProjectObjective":"พัฒนาชีวภัณฑ์จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ให้อยู่ในรูปแบบชีวภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคข้าวที่สำคัญ ได้แก่ โรคไหม้โรคเมล็ดด่าง โรคถอดฝักดาบ โรคใบจุดสีน้ำตาล โรคขอบใบแห้ง และโรคใบขีดโปร่งแสง ให้อยู่ในรูปแบบชีวภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและง่ายต่อการใช้ประโยชน์ในระดับเกษตรกร","ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null},{"RowNo":4,"ProjectID":6110,"ProjectNameTH":"วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวนาชลประทานผลผลิตสูง ต้านทานโรคแมลงที่สำคัญ ทนทานต่อสภาพอากาศไม่เหมาะสม","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"แผนงาน หรือชุดโครงการ","Headname":"นางกาญจนา กล้าแข็ง","Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"ปรับปรุงพันธุ์, ข้าวนาชลประทาน, เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล, แมลงบั่ว, โรคไหม้, โรคขอบใบแห้ง, โรคใบจุดสีน้ำตาล, ทนทานอากาศเย็น, ทนทานอากาศร้อน, ผลผลิตสูง","ProjectKeywordEng":"varietal improvement, irrigated rice, brown planthopper, gall midge, leaf blast, bacterial leaf blight, brown spot, cold tolerance, heat tolerance, high yield","ProjectObjective":"เพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวเจ้าและพันธุ์ข้าวเหนียวไม่ไวต่อช่วงแสงให้มีผลผลิตสูง คุณภาพเมล็ดดี ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญ ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนและเย็น สำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทาน","ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null},{"RowNo":5,"ProjectID":6108,"ProjectNameTH":"การค้นหาตำแหน่งยีนและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวด้วยอณูชีววิธี","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"แผนงาน หรือชุดโครงการ","Headname":"ดร. วราพงษ์ ชมาฤกษ์","Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"ข้าวนาสวนนาน้ำฝน ข้าวนาสวนนาชลประทาน เครื่องหมายโมเลกุล การจัดทำแผนที่พันธุกรรม การสืบค้นหาตำแหน่งยีน สนิปส์ การวิเคราะห์รูปแบบความเชื่อมโยงระหว่างจีโนม การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การคัดเลือกโดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลช่วย","ProjectKeywordEng":"rainfed lowland rice, irrigated lowland rice, molecular markers, genetic mapping, gene tagging, single nucleotide polymorphisms (SNPs), genome-wide association study (GWAS), tissue culture, marker-assisted selection (MAS)","ProjectObjective":"เพื่อสืบค้นหาตำแหน่งของยีนที่เกี่ยวข้องกับลักษณะที่สำคัญทางการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพเป็นเครื่องมือ เพื่อนำมาใช้ในการคัดเลือกสายพันธุ์ดีเด่นของข้าวนาน้ำฝนและข้าวนาชลประทาน ที่มีลักษณะตามที่ต้องการ ได้แก่ ต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้าตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว แมลงบั่วศัตรูข้าว ลักษณะทนแล้ง ทนดินเค็ม ทนทานน้ำท่วมฉับพลัน และคุณภาพของเมล็ด","ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null},{"RowNo":6,"ProjectID":6109,"ProjectNameTH":"การพัฒนาพันธุ์ข้าวรูปลักษณ์ใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพผลผลิต","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"แผนงาน หรือชุดโครงการ","Headname":"นางอุไรวรรณ คชสถิตย์","Projectstatus":"โครงการวิจัยเสร็จสิ้น (ต่อเนื่องที่ดำเนินการต่อในปีถัดไป)","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"การปรับปรุงพันธุ์ข้าว, ศักยภาพการให้ผลผลิต,   รูปลักษณ์ใหม่,   ข้าวไวต่อช่วงแสง ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง เครื่องหมายดีเอ็นเอ,   สรีรวิทยา, สัณฐานวิทยา","ProjectKeywordEng":"yield potential, new plant type(NPT), photoperiod sensitive rice variety,  non-photoperiod sensitive rice variety,  DNA marker, physiology, morphology.","ProjectObjective":"เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวทรงต้นรูปลักษณ์ใหม่ที่มีศักยภาพการให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับข้าวไวต่อช่วงแสง และไม่ต่ำกว่า 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง","ProjectAbstract":"แผนงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีทรงต้นรูปลักษณ์ใหม่ (new plant type) ที่มีศักยภาพการให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับข้าวไวต่อช่วงแสง และไม่ต่ำกว่า 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง โดยมุ่งเน้นพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้มีฐานพันธุกรรมกว้างขึ้น การใช้ข้อมูลทางลักษณะสัณฐานวิทยา สรีรวิทยา และเทคโนโลยีชีวภาพช่วยในการพัฒนาสายพันธุ์ ดำเนินงานวิจัยระหว่าง พ.ศ. 2559-62 โดยมีการศึกษาลักษณะ ราก ใบ ลำต้น ดอก และช่อดอกของข้าวใน 2 กลุ่มประชากร คือ (1) Rice Diversity Panel (RDP1) จากสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ จำนวน 393 พันธุ์/สายพันธุ์ และ (2) ประชากรข้าวผลผลิตสูง(HYP) จากโครงการปรับปรุงพันธุ์ของกรมการข้าว จำนวน 127 พันธุ์/สายพันธุ์ ผลจากการศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาและสรีรวิทยา พบว่า ความสูง ปริมาณคลอโรฟิลล์และปริมาณโปรตีน ความหนาของใบ ความหนาของชั้น mesophyll cell ในใบข้าว ขนาดท่อลำเลียงน้ำและอาหาร ขนาดและความยาวราก มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับการให้ผลผลิต การวิเคราะห์รูปแบบความเชื่อมโยงในจีโนม (GWAS) พบตำแหน่งสนิปส์ที่สัมพันธ์กับลักษณะ ความสูง วันออกดอก ความยาวเมล็ด ปริมาณเอนไซม์ RubisCO ความหนาของชั้น mesophyll cells ขนาดท่อลำเลียงน้ำ และองค์ประกอบผลผลิต ตำแหน่งสนิปส์ดังกล่าว สามารถนำไปพัฒนาเป็นเครื่องหมายดีเอ็นเอได้ จำนวน 3 ยีน ได้แก่ Gn1a-indel3 (OsCKX2), SPIKE-indel3 (LOC_Os04g52479) และ TGW6-1d เพื่อใช้ในการคัดเลือกประชากรรุ่นลูกและผนวกรวมยีนในโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าว และจากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบของอัลลีลในยีนที่ส่งผลต่อลักษณะจำนวนเมล็ดต่อรวง และน้ำหนักเมล็ด พบว่า ตัวอย่างข้าวทดสอบบางพันธุ์มีรูปแบบของอัลลีลที่สอดคล้องกับลักษณะของฟีโนไทป์ ซึ่งช่วยนักปรับปรุงพันธุ์ในการคัดเลือกพันธุ์พ่อ แม่ และการคัดเลือกประชากรรุ่นลูกได้อย่างแม่นยำ ผลการดำเนินงานได้สายพันธุ์ข้าวหลายชั่วอายุ ได้สายพันธุ์ที่มีความคงตัวทางพันธุกรรมและมีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวพันธุ์เปรียบเทียบ ชนิดไวต่อช่วงแสงได้ จำนวน 6 คู่ผสม 14 สายพันธุ์ พบว่า สายพันธุ์ CNT15285-1-R-1-3-R-1 ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงสุด 828 กิโลกรัมต่อไร่ ชนิดไม่ไวต่อช่วงแสง จำนวน 76 คู่ผสม 282 สายพันธุ์ พบสายพันธุ์ CNT15529-12-1-1-1-1 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,068 กิโลกรัมต่อไร่ การวิจัยนี้ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมด้านการจัดการธาตุอาหารและช่วงเวลาการปลูกที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตตามศักยภาพของสายพันธุ์ดี อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้แสดงถึงความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่มีผลผลิตสูงขึ้น สายพันธุ์ข้าวที่ถูกพัฒนาจากแผนงานวิจัยนี้จะถูกใช้ในโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าว ต่อไป ข้อมูลทางสัณฐานวิทยา สรีรวิทยา และตำแหน่งทางพันธุกรรมที่ค้นพบสามารถพัฒนาเครื่องหมายดีเอ็นเอช่วยในการคัดเลือกพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ที่มีศักยภาพและพัฒนานวัตกรรมเพื่อต่อยอดงานวิจัยทางด้านพันธุ์ข้าวของประเทศไทยได้","ProjectAbstractEN":"Increasing of rice (Oryza sativa, L.) yield ceiling has been a vital target for many researchers around the world. The major objectives of this rice breeding program was to develop new plant type (NPT) lines with improved yield. The yield of 1,000 kg/rai and 1,500 kg/rai was set as our key goals for photoperiod-sensitive and photoperiod-insensitive lines, respectively. This project was conducted during 2016-2019. In this breeding program, we aimed at utilization of various genetic background rice by first exploring insight into morphological and physiological traits of 2 rice population. Morphological and physiological data of 393 rice variety in the Rice Diversity Panel 1 (RDP1) and a set of 127 elite lines collecting from previous or ongoing breeding programs of the Rice Department were screened and collected. The results showed that plant height, chlorophyll content, RubisCO content, leaf thickness, vascular bundles size, as well as root size and length are positively related to the yield potential. Genome Wide Association Studies (GWAS) indicated some important SNPs which are related to those morphological and physiological traits affecting higher rice yield. Gn1a-indel3 (OsCKX2), SPIKE-indel3 (LOC_Os04g52479), and TGW6-1d were the important genes relating to the improved rice yield discovered in this project. The three genes/locations  were used in marker development for marker-assisted selection (MAS) breeding program. We found relationships between alleles and grain weight and number of grains per panicle traits. In the photoperiod-sensitive rice breeding project, we developed and selected 14 of NPT lines from 6 crossings, while 282 NPT lines achieved from 76 crossings in the photoperiod-insensitive rice breeding project. The yield potential of the developed NPT lines was investigated. The maximum yield of the NPT photoperiod-sensitive line was observed in CNT15285 which gave the yield of 828 kg/rai. CNT15529 was the NPT photoperiod-insensitive line which showed the maximum yield of 1,068 kg/rai. Although the maximum yield of these newly developed lines was not reach the goal of this project yet, improvement of soil nutrition and field management could be further performed to increase yield ceiling of these NPT rice lines."},{"RowNo":7,"ProjectID":6103,"ProjectNameTH":"การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่การผลิตข้าว","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"แผนงาน หรือชุดโครงการ","Headname":"นายบุญดิษฐ์ วรินทร์รักษ์","Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"การจัดเขต, เทคโนโลยีเฉพาะพื้นที่, การมีส่วนร่วมของเกษตรกร","ProjectKeywordEng":"zoning, site-specific technology, farmer participatory","ProjectObjective":"6.1 เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวนาสวนในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ โดยการเพิ่มผลผลิต รักษาเสถียรภาพผลผลิต และ/หรือลดต้นทุนการผลิต6.2 เพื่อจัดทำคำแนะนำการผลิตข้าวที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่การผลิตข้าว","ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null},{"RowNo":8,"ProjectID":6104,"ProjectNameTH":"การพัฒนาคำแนะนำการใช้ปุ๋ยในนาข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"แผนงาน หรือชุดโครงการ","Headname":"นายบุญดิษฐ์ วรินทร์รักษ์","Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"คำแนะนำการใช้ปุ๋ย, ข้าว, เฉพาะพื้นที่, ชุดดิน","ProjectKeywordEng":"Fertilizer Recommendation, Rice, Site-specific, Soil Series","ProjectObjective":"เพื่อพัฒนาคำแนะนำการใช้ปุ๋ยในนาข้าวตามระดับความเหมาะสมของดินต่อการปลูกข้าวในเขตภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก กลางและตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้","ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null},{"RowNo":9,"ProjectID":6105,"ProjectNameTH":"โครงสร้างของอมิโลสและอมิโลเพคตินของข้าวไทยและผลต่อสมบัติทางเคมีฟิสิกส์ของแป้งข้าวเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นายอังศุธรย์ วสุสัณห์","Projectstatus":"โครงการวิจัยเสร็จสิ้น (ต่อเนื่องที่ดำเนินการต่อในปีถัดไป)","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"ข้าว, อมิโลส, อมิโลเพคติน, สมบัติทางเคมีฟิสิกส์, ความยาวของสายโซ่","ProjectKeywordEng":"Rice, Amylose, Amylopectin, Physicochemical Properties, Chain Length","ProjectObjective":"- เพื่อวิเคราะห์ความยาวของสายโซ่อมิโลสและอมิโลเพคตินในข้าวไทยพันธุ์ต่างๆ ที่มีผลต่อสมบัติทางเคมีฟิสิกส์ของแป้ง ในพันธุ์ข้าวของไทย- เพื่อวิเคราะห์ผลของความชื้นในข้าวและการให้ความร้อนในกระบวนการแปรรูปต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของแป้งในเชิงอุตสาหกรรม","ProjectAbstract":"สารอาหารที่พบในข้าวมากกว่าร้อยละ 70 คือ คาร์โบไฮเดรตหรือแป้ง ดังนั้นการวิจัยด้านการแปรรูปที่ เกี่ยวข้องกับแป้งจึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าข้าวได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในการแปรรูปแป้งจําเป็นต้องอาศัยข้อมูลเพื่อสนับสนุนการแปรรูป โดยจําเป็นต้องศึกษาถึงระดับขนาดของโมเลกุลแป้ง ความยาวของพันธะอมิโลเพคติน ซึ่งจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ข้าวแต่ละพันธุ์มีสมบัติเชิงเคมี สมบัติทางเคมี ฟิสิกส์ที่แตกต่างกัน จึงส่งผลต่อลักษณะของแป้งจากข้าวพันธุ์ต่าง ๆ หลังจากการแปรรูปแตกต่างกันด้วย ดังนั้นข้อมูลลักษณะแป้งในข้าว จะเป็นประโยชน์สําหรับการประเมินลักษณะคุณภาพของแป้งสําหรับการแปรรูป สร้างความหลากหลาย ของผลิตภัณฑ์จากข้าว ซึ่งนําไปสู่การเพิ่มมูลค่าทางการตลาดของสินค้าข้าวในอนาคต จากการศึกษานี้พบว่าจากการศึกษาโครงสร้างละเอียดของอมิโลสและอมิโลเพกตินในสตาร์ชช้าว โดย Size Exclusion Chromatography พบว่าขนาดโมเลกุลของอมิโลสของข้าวแต่ละพันธุ์ไม่สัมพันธ์กับอมิโลส และข้าวแต่ละพันธุ์มีขนาดโมเลกุลของอมิโลสที่ใกล้เคียงกัน ในขณะที่พีคของอมิโลเพกตินสามารถแยกออกได้เป็น 2 พีค โดยแยกเป็น long chain amylopectin (F1) และ short chain amylopectin (F2) และพบว่าในข้าวเหนียวมี Degree of Polymerization (DP) ของ long chain amylopectin สูงกว่าข้าวอมิโลสต่ํา ปานกลาง และสูง และ พบว่า % ของ F1 และ F2 ในข้าวเหนียว 2 พันธุ์มีค่าแตกต่างกัน ในขณะที่เนื้อสัมผัสของข้าว พบว่าข้าวที่มีปริมาณอมิโลสต่ำกว่า จะมีความเหนียวและความเกาะตัวสูงกว่า และพบว่าข้าวในกลุ่มอมิโลสต่ำพบความแตกต่างของเนื้อสัมผัสในทุกตัวอย่างที่ศึกษา จึงอาจกล่าวได้ องค์ประกอบของโปรตีนและไขมัน รวมทั้ง ลักษณะเชิงโครงสร้างของ สตาร์ช มีผลต่อเนื้อสัมผัสด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนการศึกษาสมบัติทางเคมีฟิสิกส์ พบว่าองค์ประกอบของโปรตีน และไขมันในแป้งข้าว มีผลต่อค่า Peak viscosity, Final Peak และ Setback ในแป้งข้าว สําหรับสมบัติทาง เคมีของแป้งข้าว ยืนยันได้ว่าค่าการไหลของเจล และการยืดตัวที่แตกต่างกัน ถูกกําหนดด้วยลักษณะทางพันธุกรรม","ProjectAbstractEN":"More than 70% of nutrient in rice is carbohydrate or flour. Therefore, the research of product development and scientific information of rice flour can be utilized for sustainable rice value add. Particularly, high-value of product processing consideration need molecular level information such as starch granule, chain length of amylopectin. In previous studies indicated that chemical and physiochemical properties of rice flour which affect quality of product are difference depend on varieties. Hence, the information of starch quality can be used as the reference for evaluation of the quality of starch for processing and creating rice products. The study of fine structure of amylose and amylopectin by size exclusion chromatography found no correlation of amylose molecule and amylose content. There was similar size of amylose in each rice varieties. This research also found the long chain (F1) and short chain (F2) amylopectin in all rice starch samples and the highest degree of polymerization was found in glutinous rice varieties when compare with DP of amylopectin from low-, intermediate- and high-amylose content rice varieties. However, the study also found the difference of percentage of Fi and F2 among glutinous rice varieties. For texture profile, the results found that the lower amylose content rice varieties showed lower value of stickiness and adhesiveness. There are variations of texture profile in low amylose content rice varieties. The results of texture profile affirmed that protein and fat content, structural properties affected texture profile of rice flour and starch. Moreover, the study of physicochemical properties found that the effect of protein and fat content on peak viscosity, final peak and setback in rice flour. Chemical properties in rice flour also affirmed that variation of gel consistency and elongation ratio were regulated by genetic background."},{"RowNo":10,"ProjectID":6106,"ProjectNameTH":"การวิเคราะห์การแสดงออกของยีน Lsi ในพันธุ์ข้าวไทยและความเปลี่ยนแปลงทางด้านสัณฐานวิทยาและเมแทบอลอมิกส์ของข้าวที่ได้รับซิลิกอน","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"ดร. สุพัตรา นราวัฒนะ","Projectstatus":"โครงการวิจัยเสร็จสิ้น","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"ซิลิกอน  สัณฐานวิทยาของข้าว เมแทบอลอมิกส์ ยีนนำเข้าซิลิกอน","ProjectKeywordEng":"silicon, rice morphology, metabolomics, silicon transporter gene","ProjectObjective":"เพื่อตรวจสอบหายีน Lsi 1 และ Lsi 2 ในพันธุ์ข้าวไทย รวมทั้งระดับการแสดงออกของยีน Lsi 1 และ Lsi 2 เปรียบเทียบกันระหว่างกลุ่มพันธุ์ต้านทานและไม่ต้านทาน เพื่อหากลไกที่ซิลิกอนทำให้ข้าวมีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างทางพันธุกรรมและการแสดงออกของยีน Lsi 1 และ Lsi 2 ในพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลต่างกัน","ProjectAbstract":"ซิลิกอน (Si) เป็นธาตุอาหารที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของข้าว และเป็นองค์ประกอบหลักของผนังเซลล์ในพืช การสะสมของซิลิกอนในปริมาณที่แตกต่างที่พบในพืชต่างสายพันธุ์นั้นส่งผลต่อกลไกการสร้างความต้านทานต่อแมลงศัตรูพืช การนำเข้าและขนส่งซิลิกอนภายในต้นข้าวต้องอาศัยการทางานอย่างเป็นระบบของยีนในกลุ่ม Lsi ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนในการขนส่งซิลิกอน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษายีนและการทำงานของยีน Lsi 1 Lsi 2 Lsi 6 การสะสมซิลิกอน ผลจากความแตกต่างของปริมาณซิลิกอนที่สะสมในข้าวต่างพันธุ์ต่อกลไกการสร้างความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (BPH) และความเปลี่ยนแปลงทางด้านเมแทบอลิกส์ที่เกิดจากการนำเข้าซิลิกอนในข้าวไทยพันธุ์ต่าง ๆ โดยมีการวางแผนการทดลองแบบ Factorial in RCBD จำนวน 3 กรรมวิธี ดังนี้ 1) ไม่เติมซิลิกอน(ชุดควบคุม) 2) เติมซิลิกอนความเข้มข้นต่ำที่ 0.15 mM 3) เติมซิลิกอนความเข้มข้นสูงที่ 1.5 mM ในข้าว 6 พันธุ์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มพันธุ์ต้านทานต่อ BPH ประกอบด้วยข้าวพันธุ์ Rathu Heenati พิษณุโลก 2 และสุพรรณบุรี 1 2) กลุ่มพันธุ์อ่อนแอต่อ BPH ประกอบด้วยข้าวพันธุ์ Taichung Native 1 สุพรรณบุรี 90 และขาวดอกมะลิ 105 พบว่า ข้าวพันธุ์ Rathu Heenati มีการแสดงออกของยีน Lsi 1 ในรากสูงที่สุด แต่ข้าวในกลุ่มพันธุ์ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้าตาลทั้ง 3 พันธุ์นั้นมีการแสดงออกของยีน Lsi 2 ที่ทำหน้าขนส่งซิลิกอนผ่านออกจากเซลล์ต่ำกว่ากลุ่มพันธุ์อ่อนแอสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์การสะสมของซิลิกอนและความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแสดงให้เห็นว่าข้าวทุกพันธุ์นั้นมีการสะสมของซิลิกอนที่เพิ่มขึ้นในปริมาณที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มพันธุ์ต้านทาน คือ Rathu Heenati พิษณุโลก 2 และสุพรรณบุรี 1 มีการสะสมของซิลิกอนในระดับที่สูงกว่าพันธุ์อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล คือ Taichung Native 1 สุพรรณบุรี 90 และขาวดอกมะลิ 105 โดยระดับการสะสมนั้นเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของซิลิกอนที่เพิ่มขึ้น ผลการวิเคราะห์ทางเมแทบอลอมิกส์แสดงความเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นของสารเมแทบอไลต์ในกลุ่มน้ำตาล และอนุพันธุ์ของน้ำตาลชนิดต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ของข้าว รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกของสารในกลุ่มกรดไขมันที่เกี่ยวข้องกับเกี่ยวข้องกับวิถีการสังเคราะห์ cutin suberine และ wax โดยพบความเปลี่ยนแปลงของสารเมเทบอไลต์ดังที่กล่าวมานี้ในระดับที่สูงมากในกลุ่มพันธุ์ต้านทาน และพบในระดับรองลงมาในกลุ่มข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้าตาล คือ TN1 และ สุพรรณบุรี 90 ที่เจริญเติบโตในอาหารที่มีซิลิกอนความเข้มข้นสูงที่ 1.5 mM แต่ไม่พบในข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดสอบความต้านต่อเพลี้ยกระโดดสีน้าตาลที่พบว่า ข้าวทุกพันธุ์มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้าตาลเพิ่มขึ้น ตามความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นของซิลิกอน ยกเว้นในพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งมีความอ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้าตาลในทุกกรรมวิธี ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลไกความต้านทานแมลงศัตรูข้าวนั้นไม่ได้เป็นเพราะการสะสมซิลิกาในเซลล์ต่าง ๆ ของข้าวโดยตรงแต่เพียงเท่านั้น แต่อาจเกี่ยวข้องกับกลไกความต้านทานอื่นอีกด้วย","ProjectAbstractEN":"Silicon (Si) is essential for growth and development of higher plants, there are many evidences revealing that Si is beneficial for healthy growth of many plants. The deposition of Si into the different types of epidermal cells of rice has been well documented and thought to play an important role in mechanism that rice use as a defense against biotic and abiotic stresses. However, variations in Si accumulation level among different rice varieties in coupling with different beneficial effects provided by Si have been reported. Silicon uptake and transportation in rice plant are regulated by different types of Lsi genes. In this work performed during 2017-2019, 6 rice varieties divided into two group which was 1) BPH resistance group; i.e. Rathu Heenati, Phitsanuloke 2 and Suphanburi 1, and 2) BPH susceptible group; i.e. Taichung Native 1, KDML105 and Suphanburi 90, were used to elucidate Lsi 1, Lsi 2 and Lsi 6 expression level and their effects on variations in Si deposition and changes in brown planthopper (BPH) resistance when those rice varieties were cultivated in hydroponic solutions with 3 different concentrations of silicic acid. Three different treatments based on different concentration of silicic acid were Control (without or 0 mM Si), Low silicon (0.15 mM Si) and High silicon (1.5 mM Si). The highest expression level of Lsi 1 were detected in root of Rathu Heenati. Interestingly this variety and the other 2 BPH resistance varieties showed lower Lsi 2 expression level than all those members of the BPH susceptible group. Consequently, number of silica body per leaf area of Rathu Heenati, Phitsanuloke 2, and Suphanburi 1, which are resistant to BPH, were significantly higher than Taichung Native 1, KDML105 and Suphanburi 90, which are susceptible to BPH, in all treatments. It can be said that expression level of both Lsi 1 and Lsi 2 was important to the level of Si deposition in the rice plants. Metabolomics analysis results showed alterations in different type of metabolites induced by increasing concentrations of Silicic acid in the hydroponic solution. Sugar and sugar derivatives; the major components of plants cell wall, together with fatty acids, which play a major roles in cutin/ suberine and wax biosynthesis pathway, were significantly increased in response to the higher concentration of Si. These type of metabolomics changes were found in all the rice varieties except in KDML 105. Consequently, resistance to BPH of all the rice varieties, except KDML 105, were increased in both 0.15 mM and 1.5 mM Si treatments that strongly implied the vital role of Si via both physical and chemical defence mechanism in BPH resistance."},{"RowNo":11,"ProjectID":6107,"ProjectNameTH":"การปรับปรุงพันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสง ให้ต้านทานโรคและแมลงที่สำคัญอย่างหลากหลายสำหรับพื้นที่นาน้ำฝน","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"แผนงาน หรือชุดโครงการ","Headname":"นางกุลชนา ดาร์เวล","Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"ข้าว, ข้าวนาน้ำฝน, ข้าวไวต่อช่วงแสง, การปรับปรุงพันธุ์ข้าว, ข้าวพันธุ์พื้นเมือง, โรคไหม้, โรคขอบใบแห้ง, เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล, เพลี้ยกระโดดหลังขาว, แมลงบั่ว, ความต้านทานแบบหลากหลาย, โมเลกุลเครื่องหมาย","ProjectKeywordEng":"rice, rainfed rice, photoperiod sensitive rice, rice improvement, local rice variety, blast disease, bacterial blight disease, brown plant hopper, white backed planthopper,  gall midge, multiple resistance, molecular marker","ProjectObjective":"เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวเจ้าและข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสง ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญ (Key pest) แบบหลากหลายชนิด (multiple resistance) ที่พบและรายงานว่ามีการระบาดรุนแรงในแต่ละพื้นที่เขตนาน้ำฝนภาคต่าง ๆ ของประเทศ","ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null},{"RowNo":12,"ProjectID":6111,"ProjectNameTH":"การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมข้าว","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"แผนงาน หรือชุดโครงการ","Headname":"ดร. สมทรง โชติชื่น","Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"เชื้อพันธุกรรมข้าว, การฟื้นฟูการประเมินลักษณะ, การประเมินคุณค่าเครื่องหมายโมเลกุล, โรคไหม้ข้าว,  โรคขอบใบแห้ง, เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล, เพลี้ยกระโดดหลังขาวความทนทานน้ำท่วมฉับพลัน, ยีนควบคุมความหอม,    ศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ,ความหลากหลายทางพันธุกรรมข้าวหอมพันธุ์รับรอง/พันธุ์แนะนำ, ข้าวป่า, การอนุรักษ์การใช้ประโยชน์, ข้าวพันธุ์พื้นเมือง, การสำรวจและเก็บรวบรวม, การคัดเลือกพันธุ์การมีส่วนร่วมของเกษตรกร","ProjectKeywordEng":"rice germplasmresources, rejuvenation, characterization, evaluation, molecular markers, rice blast disease, bacterial leaf blight disease, brown planthopper, whitebackedplanthopper, flooding tolerance,  badh2, National Rice Seed Storage Laboratory for Genetic Resources, genetic diversity, aromatic rice, registered/recommended varieties, wild rice, conservation,utilization, indigenous rice varieties, exploration and collection, selection, farmer participation","ProjectObjective":"เพื่อศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา คุณภาพเมล็ด องค์ประกอบทางโภชนาการ ความต้านทานต่อโรคแมลง ความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมของเชื้อพันธุกรรมข้าว ค้นหายีนที่สำคัญๆ และตรวจสอบความหลากหลายของพันธุกรรมข้าว อนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมและใช้ประโยชน์ทรัพยากรข้าวป่า และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ข้าวพันธุ์พื้นเมือง","ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null},{"RowNo":13,"ProjectID":6112,"ProjectNameTH":"การปรับปรุงพันธุ์ข้าวสำหรับพื้นที่น้ำท่วม","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"แผนงาน หรือชุดโครงการ","Headname":"นายพีระ ดุงสูงเนิน","Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"พื้นที่น้ำท่วม, ข้าวน้ำลึก, ข้าวขึ้นน้ำ, ปรับปรุงพันธุ์ข้าว, ผลผลิตข้าว, ความสามารถในการทนต่อสภาพจมน้ำ, ความสามารถในการยืดปล้อง, น้ำท่วมฉับพลัน, การงอกใต้น้ำ","ProjectKeywordEng":"Flood Prone Areas, Deepwater rice, Floating rice, Rice varietal improvement, Rice yield, Submergence tolerance, Elongation ability, Flash-flood, Anaerobic  germination","ProjectObjective":"เพื่อสร้างพันธุ์/สายพันธุ์ ข้าวทนน้ำท่วมฉับพลัน ข้าวน้ำลึกและข้าวขึ้นน้ำที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตสูง คุณภาพเมล็ดดีตรงกับความต้องการของตลาดทั้งด้านการบริโภคโดยตรงและการแปรรูป มีอายุการเก็บเกี่ยวเหมาะสมสภาพพื้นที่นาน้ำท่วมของประเทศไทย","ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null},{"RowNo":14,"ProjectID":6113,"ProjectNameTH":"พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต และการควบคุมคุณภาพข้าวจาปอนิกาสายพันธุ์ PSL95003-PRE- MB1-PAN-4-2 ในเขตภาคเหนือตอนล่าง","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"แผนงาน หรือชุดโครงการ","Headname":"นางวิไล ปาละวิสุทธิ์","Projectstatus":"โครงการวิจัยเสร็จสิ้น (ต่อเนื่องที่ดำเนินการต่อในปีถัดไป)","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"ข้าวจาปอนิกา, การเขตกรรม, การจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน, คุณภาพการสี, คุณภาพทางกายภาพ, คุณภาพการรับประทาน, การผลิตเมล็ดพันธุ์, การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์","ProjectKeywordEng":"Japonica Rice, Cultivation, Integrated pest management, Milling quality, Physical  quality, Eating quality, Seed production, Seed storage","ProjectObjective":"เพื่อให้ได้ชุดเทคโนโลยีการผลิตและการควบคุมคุณภาพที่เหมาะสมต่อการผลิตข้าวจาปอนิกาในเขตภาคเหนือตอนล่าง","ProjectAbstract":"โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวจาปอนิกาสายพันธุ์ PSL95003-PRE-MB1-PAN-4-2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่สามารถให้ผลผลิตสูงภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง 35-41 องศาเซลเซียส ในระยะออกดอก ประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือ การศึกษาอิทธิพลของช่วงเวลาการปลูกต่อผลผลิตและคุณภาพข้าว การศึกษาอัตราปุ๋ยไนโตรเจนและวิธีการแบ่งใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม และการศึกษาอัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวจาปอนิกาที่เหมาะสมในแต่ละวิธีการปลูก ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ปี พ.ศ. 2561-2562 ผลการศึกษาพบว่าข้าวจาปอนิกาสายพันธุ์ PSL95003-PRE-MB1-PAN-4-2 ที่ปลูกในศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก สามารถปลูกและให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยฤดูนาปรังที่ 1 (16 พฤศจิกายน-16 มกราคม) จะให้ผลผลิตสูงและคุณภาพเมล็ดดีกว่าฤดูนาปรังที่ 2 (1 เมษายน-1 มิถุนายน) และฤดูนาปี (1 กรกฎาคม-1 กันยายน) สำหรับช่วงเวลาการปลูกที่ คาดว่าจะเหมาะสม ในฤดูนาปรังที่ 1 คือ วันที่ 16 พฤศจิกายน และ 1 ธันวาคม ฤดูนาปรังที่ 2 ควรปลูกช่วงระหว่างวันที่ 16 เมษายน 1 พฤษภาคม และ 16 พฤษภาคม ส่วนฤดูนาปี รอบการปลูกที่เหมาะสม คือ 1 กันยายน  \tสำหรับการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน พบว่า อัตราที่มีแนวโน้มการให้ผลผลิตสูงคือ 24 กิโลกรัมไนโตรเจนต่อไร่ โดยควรแบ่งใส่ 3 ครั้ง คือ ใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูก หลังปักดำ 20 วัน และระยะสร้างช่อดอก สำหรับวิธีการปลูกแบบหยอดข้าวงอกด้วยเครื่องหยอดข้าวติดท้ายรถไถเดินตาม ทุกกรรมวิธีให้ผลผลิตเฉลี่ยไม่แตกต่างกัน แต่การปล่อยเมล็ดช่องเล็ก (อัตราเมล็ดพันธุ์ 5 กิโลกรัมต่อไร่) มีแนวโน้มให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงที่สุด ส่วนวิธีรถปักดำอัตราเมล็ดพันธุ์ 8 12 และ 16 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ยไม่แตกต่างกัน","ProjectAbstractEN":"Abstract The purpose of this project was to develop the production technology for japonica rice PSL95003-PRE-MB1-PAN-4-2 that produce high yields under high temperature environment 35-41 degrees celsius during flowering period. The project consists of 3 activities which are (1) effect of planting date on yield and quality of rice (2) study of rate and number of times to applicate nitrogen fertilizer on yield and (3) effect of japonica rice seed rate on yield in each method of planting. The results shown that japonica rice PSL95003-PRE-MB1-PAN-4-2 can be planting throughout the year. In dry season I (16 th November-1st January) was high yield potential and better grain quality than dry season II (1st April-1st June) and wet season (1st July-1st September). However the suitable period for rice transplanting is 16th November and 1st December in dry season I, 16th April 1th and 16th May in dry season II and 1st September in wet season. For fertilize application ; using 12-6-6 fertilizer 24 kilogram per rai 3 times at 1 day before planting, 20 days after planting and panicle initiation stage was the high yield. Planting by using drum seeder (treatment : small scale, large scale and small cooperate with large scale) had no statistically difference between yield, Drum seeder with small scale had high yield trends. for Planting by transplanting machine (treatment : 8, 12 and 16 kilogram seed rates per rai) had no statistically difference between yield."},{"RowNo":15,"ProjectID":6115,"ProjectNameTH":"การปรับปรุงและรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"แผนงาน หรือชุดโครงการ","Headname":"นางอัญชลี ประเสริฐศักดิ์","Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"ข้าว เมล็ดพันธุ์ คุณภาพเมล็ดพันธุ์ การปรับปรุง แมลงศัตรูในโรงเก็บ การเก็บรักษา  การตรวจสอบสุขภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว จุลินทรีย์ปฏิปักษ์","ProjectKeywordEng":"rice,  seed,  seed quality,  improvement,  stored product insect pests, storage,  seed health testing, microbial antagonistic","ProjectObjective":"เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการปรับปรุงและรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมถึงการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูในโรงเก็บและควบคุมเชื้อสาเหตุโรคเมล็ดด่าง","ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null},{"RowNo":16,"ProjectID":6116,"ProjectNameTH":"การปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ทนทานต่อสภาพดินมีปัญหา","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"แผนงาน หรือชุดโครงการ","Headname":"นางสาวดวงใจ สุริยาอรุณโรจน์","Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"ข้าวทนเค็ม ข้าวหอมทนเค็มต้านทานโรคไหม้ ข้าวป่าทนเค็ม การผสมข้ามชนิดใน   ข้าว ข้าวทนดินเปรี้ยว ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง","ProjectKeywordEng":"Salt tolerant rice, aromatic salt tolerant rice and blast resistance, salt tolerant wild rice, interspecific hybridization in rice, acid tolerant rice, non-photoperiod sensitive acid tolerant rice","ProjectObjective":"1.เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวทนเค็ม ที่มีความต้านทานโรคไหม้ มีลักษณะทางกายภาพ และการหุงต้มดี เมล็ดมีความหอม เป็นที่ต้องการของตลาด 2.เพื่อให้ได้สายพันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงให้ทนดินเปรี้ยว ผลผลิตสูง คุณภาพเมล็ดดี และ ต้านทาน ต่อโรคและแมลงที่สำคัญ","ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null},{"RowNo":17,"ProjectID":6117,"ProjectNameTH":"ผลของสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงและสารกำจัดวัชพืชบางชนิดที่ใช้ในนาข้าวต่อศัตรูธรรมชาติและศัตรูข้าว","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นางสุกัญญา อรัญมิตร","Projectstatus":"โครงการวิจัยเสร็จสิ้น (ต่อเนื่องที่ดำเนินการต่อในปีถัดไป)","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"ข้าว แมลงศัตรูข้าว มวนเขียวดูดไข่ มวนดูดไข่ สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง สารกำจัดวัชพืช ผลกระทบ ระดับความเป็นพิษ การสร้างความต้านทาน ความต้านทานข้าม","ProjectKeywordEng":"Rice, Rice insect pest, Crytorhius lividippenis Reuter, insecticides, herbicides, side effect, toxicity, resistance, cross resistance","ProjectObjective":"6.1 เพื่อศึกษาผลกระทบของสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง และสารกำจัดวัชพืชบางชนิดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายใช้ในข้าวต่อศัตรูธรรมชาติที่สำคัญและสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศข้าว 6.2 เพื่อหาระดับความเป็นพิษของสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง และสารกำจัดวัชพืชบางชนิดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายใช้ในข้าวต่อศัตรูธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ มวนเขียวดูดไข่ และมวนดูดไข่ ในสภาพห้องปฏิบัติการ 6.3 เพื่อศึกษากลไกการสร้างความต้านทานของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลต่อสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงของสารที่กรมการข้าวแนะนำ","ProjectAbstract":"การระบาดของแมลงศัตรูข้าวในแต่ละครั้ง การใช้สารเคมีเป็นวิธีการหนึ่งที่เกษตรกรนิยมใช้ ด้วยปริมาณความเข้มข้นที่สูงและต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน จากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดที่ไม่ถูกวิธีก่อให้เกิดผลกระทบในหลายด้าน รวมถึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการระบาดรุนแรงของประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Brown planthopper, Nilaparvatalugens (St?l)) แต่ส่งผลเชิงลบต่อศัตรูธรรมชาติที่สำคัญ เช่น มวนเขียวดูดไข่ (Mirid bug, Cyrtorhinuslividipennis Reuter) ดังนั้น ภายใต้ชุดโครงการนี้ประกอบด้วย 3 โครงการวิจัย รายละเอียดและผลวิจัยที่ได้ดังนี้  โครงการที่หนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงและสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ต่อสังคมของศัตรูธรรมชาติในนาข้าว ดำเนินการที่แปลงเกษตรกร แปลงของศูนย์วิจัยข้าว ในภาคต่างๆ ทั้งในฤดูนาปรัง และนาปี พ.ศ. 2560-2562 ใช้แผนการทดลองแบบ RCBD แต่ละกรรมวิธีมี 4 ซ้ำ ในแต่ละกรรมวิธีพบศัตรูธรรมชาติทั้งหมด 6-8  อันดับ (order) ได้แก่ Hemiptera Coleoptera Hymenoptera Odonata Araneae Diptera Orthoptera และ Strepsiptera ค่าดัชนีความหลากหลายของ Shannon-Wiener และสังคมของศัตรูธรรมชาติที่พบว่าหลังพ่นสาร ส่วนใหญ่กรรมวิธีที่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงมีค่าดัชนีความหลากหลายลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งมีแนวโน้มค่าดัชนีความหลากหลายสูงกว่า เช่นเดียวกันกรรมวิธีที่พ่นสารแนวโน้มทำให้สังคมของศัตรูธรรมชาติแตกต่างจากกรรมวิธีควบคุม นอกจากนี้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชส่วนใหญ่มีผลกระทบต่อศัตรูธรรมชาติในทางอ้อม จะเห็นได้ว่าสังคมของศัตรูธรรมชาติมีการผันแปรในแต่ละฤดูกาล ความแตกต่างที่เกิดขึ้นอาจเนื่องมาจากความชุกชุมและความหลากชนิดของศัตรูข้าวและศัตรูธรรมชาติที่แตกต่างกัน สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชบางชนิดชักนำให้ต้นข้าวสร้างกลไกความต้านทาน โดยการผลิตและปลดปล่อยสารเคมีที่เกี่ยวข้องในการดึงดูดศัตรูข้าวและศัตรูธรรมชาติ ทำให้แปลงที่มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชชนิดนั้นมีสังคมของศัตรูธรรมชาติแตกต่างไปจากชุดควบคุม และสาร quinclorac  มีผลกระทบเล็กน้อยต่อศัตรูธรรมชาติในกลุ่มแตนเบียน และแมลงปอ ส่งผลให้ความหลากชนิดและความชุกชุมของศัตรูธรรมชาติมีความแตกต่างกันกับชุดควบคุมอีกทั้งแมลงสามารถเคลื่อนย้ายได้ จำเป็นต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผลกระทบที่ชัดเจนต่อไป โครงการที่สอง ศึกษาความเป็นพิษของสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงต่อมวนเขียวดูดไข่ เนื่องจากมวนเขียวดูดไข่ เป็นศัตรูธรรมชาติที่สำคัญ โดยมีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวห้ำของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล พบได้ในพื้นที่นาชลประทานเขตภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเป็นพิษของสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง ด้วยการทดสอบหาระดับความเป็นพิษทั้งค่า LC50 และ LD50 ของสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงต่อมวนเขียวดูดไข่และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ด้วยวิธี leaf dipping และ topical bioassay พบว่าสาร spinosad และ dinotefuran มีความเป็นพิษต่อมวนเขียวดูดไข่สูงสุด แตกต่างจากสาร lufenuron และ buprofezin มีความเป็นพิษต่ำสุด เมื่อประเมินอัตราความเสี่ยงของสาร dinotefuran sulfoxaflor และ buprofezin พบว่ามีความเป็นพิษต่ำต่อมวนเขียวดูดไข่ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษานี้เป็นข้อมูลที่สำคัญในเรื่องของสารที่มีความจำเพาะเจาะจงและไม่จำเพาะเจาะจงต่อศัตรูธรรมชาติในนาข้าว ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในกรณีที่จำเป็นต้องใช้วิธีการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวด้วยสารเคมี โครงการที่สาม ศึกษาความต้านทานต่อสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงของประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งเป็นแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญมีศักยภาพในการทำลายข้าว เนื่องจากมีความสามารถในการปรับตัวต่อพืชอาหารและสภาพแวดล้อมได้ดี ดังนั้น วัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือเพื่อติดตามสถานการณ์ความต้านทานต่อสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงของประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแต่ละภาคของประเทศไทย ได้เก็บเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแต่ละพื้นที่ มาทดสอบหาระดับความเป็นพิษ (LD50) ของสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง 10 ชนิด ด้วยวิธี  Topical bioassay ผลการทดสอบพบว่า ประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทั้ง 3 ภาค ได้แก่ ประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในเขตภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากทั้ง  3 ภาค มีความต้านทานสูงต่อสาร fenobucarb isoprocarb และ carbosulfan ซึ่งสารทั้ง 3 ชนิดนี้เป็นสารกลุ่ม carbamate ที่แนะนำให้ใช้ในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี สาร imidacloprid พบว่าประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากทุกภาคมีการต้านทานอยู่ในระดับสูง  จากข้อมูลการศึกษาภายใต้ชุดโครงการนี้ สามารถนำไปทดสอบเพื่อปรับอัตราแนะนำของสารแต่ละชนิดที่แมลงมีการปรับตัวต้านทานในแต่ละพื้นที่เพื่อให้ได้อัตราแนะนำที่เหมาะสมกับประชากรแมลงในแต่ละจังหวัด รวมถึงเป็นการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงอย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบน้อยสุดต่อสังคมศัตรูธรรมชาติ อีกทั้งสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวในระบบการผลิตดีที่เหมาะสม (GAP) ของเกษตรกรต่อไป","ProjectAbstractEN":"Chemical pesticide has been widely applied by farmers to cope with outbreaks of rice insect pests Farmers frequently misuse chemical pesticide by applying overdose and consecutively. This has led to negative effects in various aspects including the serious outbreak of the brown planthopper (Nilaparvatalugens (St?l), BPH), but suppressing the important natural enemies of the BPHs. Against this background, there were 3 projects under this research programme which all results showed below. For the first project, the aim was to investigate the effects of pesticide application on the natural enemy community in rice fields. Experiments were carried out at the rice research centers where located in each region from 2017 to 2019 in both wet and dry cropping seasons. All experiment were performed as RCB design with 4 replications for each treatment. The results showed that 6-8 orders of natural enemies were found within each treatment such as Hemiptera Coleoptera Hymenoptera Odonata Araneae Diptera Orthoptera and Strepsiptera. The results also highlighted that Shannon-Wiener diversity index were decreased after pesticide application comparing with the control group. Similarly, and there were differences on the community of the natural enemies between the treatment and control groups. Furthermore, indirect effects of chemical herbicides on natural enemies were found. In general, changes in communities of rice insect pests and natural enemies due to seasonal fluctuation caused of differences on abundance and diversities. However, rice plants can defense themselves by releasing chemicals into environment to against weed herbicides. These released chemicals can act as both attractants and deterrents to both rice pests and their natural enemies. Thus, the differences on the natural enemy community were found between the treatment and control groups. In addition, quinclorac components lead to different change level of natural enemies. However, it still need to further study for gaining insight data on impact of using each pesticide group. For the second project, study the toxicity of insecticides on a mirid bug (Cyrtorhinus lividipennis, MB). This project focused on MB because it is an important natural enemy of the BPHs which known as major insect pest of irrigated rice in lower north, central and northeast Thailand. The MB plays an important role as a predator in suppressing the pest population. The aims of this study were to determine the toxicity of insecticides used in rice farming on the MB and BPH population by analyzing the median lethal concentration (LC50) and median lethal dose (LD50) of each insecticide. Leaf dipping and topical bioassay methods were chosen. The first results showed that spinosad and dinotefuran was highest toxic to MB, whilst lufenuron and buprofezin was the lowest toxic to BPH. However, the results indicated that these dinotefuran sulfoxaflor and buprofezin were slightly harmful to MB based on hazard quotient method of risk assessments. In conclusion, this study could provide important information on both specific and non-specific effects of insecticides on natural enemies when the chemical control was selected for control of BPH in rice fields. The third project was the study insecticide resistance of the BPHs. Similarly, this project focused on the BPHs because the BPHs are able to survive by rapid adaptation to host plants and environments and cause of high yield losses in rice productions. Therefore, the aim of this project was to monitor the insecticide resistance status of BPHs in different regions of Thailand. To achieve the goal, the BPHs were collected from different rice field areas and 10 insecticides were chosen to determine the toxicity level (LD50) with the topical bioassay method. The results revealed that BPHs which collected from 3 different regions including central, northern, and north-eastern areas had high resistance level to fenobucarb isoprocarb and carbosulfan. These 3 insecticides are categorized in carbamate group which have been suggested to farmers for more than 20 years. Moreover, the results showed that BPH populations from all regions had high level of resistance to imidacloprid. From all results under this research programme, the critical information highlight the insight information that can be used to find the appropriate proportion of each insecticide which suit to the different insecticide resistance levels of the BPHs in each province. Moreover, this useful data will lead to efficient insecticide application and reduce both the negative effect to natural enemy communities and the cost of rice growing within GAP system for Thai farmers."},{"RowNo":18,"ProjectID":6118,"ProjectNameTH":"การค้นหายีนควบคุมไบโอไทป์เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและการปรับตัวเข้า ทำลายพันธุ์ข้าวต้านทาน","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นายจิรพงศ์ ใจรินทร์","Projectstatus":"โครงการวิจัยเสร็จสิ้น (ต่อเนื่องที่ดำเนินการต่อในปีถัดไป)","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"ข้าว, เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล, ไบโอไทป์, ยีนควบคุมไบโอไทป์, การปรับตัว, เครื่องหมายโมเลกุล, พันธุ์ต้านทาน, แผนที่พันธุกรรม","ProjectKeywordEng":"rice, brown planthopper, biotype, biotype-associated gene, adaptation, molecular marker, resistant variety, genetic linkage map","ProjectObjective":"1. จัดทำแผนที่พันธุกรรมและค้นหาตำแหน่งยีนควบคุมไบโอไทป์บนโครโมโซมของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 2. เพื่อให้ได้ข้อมูลการปรับตัวของประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในการเข้าทำลายพันธุ์ข้าวต้านทาน","ProjectAbstract":"เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล Nilaparvata lugens (St?l) เป็นแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญของการผลิตข้าวในประเทศไทย การใช้พันธุ์ต้านทานนับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำหรับการป้องกันกำจัดที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการอุบัติขึ้นของไบโอไทป์ใหม่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสร้างปัญหาในการพัฒนาและการใช้พันธุ์ต้านทานอย่างมาก พบความแตกต่างอย่างน้อย 7 ไบโอไทป์ในพื้นที่ปลูกข้าวของไทย ยิ่งไปกว่านั้นยังพบความหลากหลายของไบโอไทป์ภายในประชากร และตรวจพบไบโอไทป์ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกข้าวภาคกลาง ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางพันธุกรรม ไบโอไทป์ และพันธุกรรมควบคุมไบโอไทป์ จะนำไปสู่แนวทางการพัฒนาพันธุ์ข้าวและการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้ดำเนินการเพื่อศึกษาความหลายทางพันธุกรรม ไบโอไทป์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และสร้างแผนที่พันธุกรรมเพื่อค้นหาตำแหน่งยีนที่เกี่ยวข้องกับไบโอไทป์และลักษณะสีตากลายพันธุ์ การศึกษาครั้งนี้ยังพบลักษณะการสูญเสียความต้านทานของพันธุ์ข้าวในระยะออกดอก นอกจากนั้น ยังประสบความสำเร็จในการสร้างแผนที่พันธุกรรมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยใช้เครื่องหมายโมเลกุล Simple Sequence Repeats (SSR) สามารถค้นพบตำแหน่งยีนบนโครโมโซมที่ควบคุมไบโอไทป์ โดยใช้ประชากรชั่วที่สองจากคู่ผสมระหว่างประชากรแมลงที่ไม่สามารถเข้าทำลายสายพันธุ์ข้าว (avirulent) กับประชากรที่สามารถเข้าทำลายสายพันธุ์ข้าว (virulent) ที่มียีนต้านทาน bph2 และ Bph3 จากการวิเคราะห์ QTL ของปริมาณการขับถ่ายมูลหวานและขนาดท้องของตัวเต็มวัยเพศเมียค้นพบตำแหน่งยีนที่เกี่ยวข้องกับไบโอไทป์บนกลุ่มลิงค์เกจที่ 10 และ 14 และสามารถสร้างแผนที่โครโมโซมเพศ (X chromosome) ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล พบตำแหน่งของกลุ่มยีนวิเทลโลจินิน (vitellogenin) บนโครโมโซม X ซึ่งยีนดังกล่าวมีความสำคัญต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล นอกจากนั้น ผลจากการวิจัยครั้งนี้นำไปสู่การตั้งสมมติฐานการสูญเสียความต้านทานของพันธุ์ข้าวเนื่องจากการแสดงออกของยีน Bph32 ในบริเวณรวงข้าวมีระดับการแสดงออกที่ค่อนข้างต่ำ เป็นสาเหตุให้สายพันธุ์ข้าวอ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในระยะออกรวง ผลจากการวิเคราะห์การแสดงออกของยีน พบว่า มีการลดลงของระดับการแสดงออกของยีน Bph32 บริเวณรวงข้าว เมื่อเปรียบเทียบกับระดับการแสดงออกบริเวณกาบใบ ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล สามารถดูดกินและอาศัยอยู่บริเวณรวงข้าวของพันธุ์ต้านทานได้ องค์ความรู้จากการวิจัยจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาพันธุ์และการจัดการใช้พันธุ์ต้านทาน อีกทั้งแผนที่พันธุกรรมยังเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการค้นหายีนสำคัญอื่นบนโครโมโซมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และจะนำไปสู่การโคลนยีนควบคุมไบโอไทป์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในอนาคต","ProjectAbstractEN":"The brown planthopper (BPH), Nilaparvata lugens (St?l), is the most important insect pest of rice in Thailand. Employing host plant resistance is one of the strategies to control the BPH. However, the occurrence of new virulent biotypes has been a severe problem of using resistant rice varieties. At least seven biotypes of BPH were found in different rice-growing areas in Thailand. Moreover, distinct biotypes were found within the populations. The virulent biotypes against resistant varieties are increasing, especially in the central region. Understanding genetic diversity, biotypes, and genetically controlling the biotypes will provide a gateway to breed resistant rice varieties and manage the BPH. This study was conducted to identify BPH diversity, biotypes, constructed the linkage maps to identify the loci involving biotypes and the red-eye mutant phenotype. The loss of resistance in resistant variety at the flowering stage was also observed in this study. The relative chromosomal location of biotype-associated genes in the BPH was mapped using an F2 mapping population derived from a cross between avirulent and virulent inbred strains against resistant varieties carrying bph2. Quantitative trait locus (QTL) analysis of the honeydew excretion and the appearance of the abdomen using simple sequence repeat markers (SSR) revealed that two loci were detected on linkage groups 10 and 14. A linkage map of the BPH X chromosome was constructed. The result confirmed the chromosomal location of the vitellogenin genes, which play an essential role in BPH reproduction. Low-level expression of Bph32 on panicles has been hypothesized to cause susceptibility in resistant variety at the heading stage. From gene expression analysis, the result supported the hypothesis that the regulation of the resistance gene was reduced in the upper internodes (panicle) compare to in the leaf sheaths of heading rice plants. This phenomenon may enable the BPH to feed on the panicle of resistant plants. The information from this study may be helpful for breeding resistant rice variety against multiple biotypes and resistant varietal deployment strategies. Likewise, the linkage map will provide a valuable framework for future genetic mapping of other vital genes on the BPH chromosomes and provide a gateway to clone genes controlling biotypes in BPH."},{"RowNo":19,"ProjectID":6119,"ProjectNameTH":"การพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเพื่อเพิ่มมูลค่าในพื้นที่เฉพาะถิ่นในภาคใต้","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"นายสถาพร ตัมพวิสิฎฐ์","Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"ข้าวพันธุ์พื้นเมือง,คัดพันธุ์บริสุทธิ์,ภาคใต้","ProjectKeywordEng":"Local varieties,Pure line varieties,Southern region","ProjectObjective":"เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ปลูกในพื้นที่เฉพาะถิ่น เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ที่จะพัฒนาไปสู่ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ได้มูลค่าเพิ่มขึ้น จำนวน 1-2 พันธุ์","ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null},{"RowNo":20,"ProjectID":6120,"ProjectNameTH":"การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีความสามารถสูงในการแข่งขันกับวัชพืช","ProjectNameEN":null,"ProjectType":"โครงการเดี่ยว","Headname":"ดร. รณชัย ช่างศรี","Projectstatus":"อยู่ระหว่างดำเนินการ","DepartmentTH":"กรมการข้าว","SubmitDepartmentth":"กรมการข้าว","SubmitDepProvinceID":"10","SubmitDepProvinceTH":"กรุงเทพมหานคร","ProjectYearSubmit":2561,"OECD1":null,"OECD2":null,"ProjectKeyword":"การปรับปรุงพันธุ์ข้าว, ความสามารถในการแข่งขันกับวัชพืช, สารอัลลีโลพาธิก","ProjectKeywordEng":"Rice breeding, Weed competitiveness, Allelopathic substance","ProjectObjective":"เพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยให้ได้สายพันธุ์ที่มีความสามารถในการแข่งขันกับวัชพืชทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยา สรีรวิทยาและชีวเคมีจำนวน 3-5 สายพันธุ์","ProjectAbstract":null,"ProjectAbstractEN":null}]}